มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา เมื่อทำงานไปนานปีเข้า เงินเดือนก็มักจะเพิ่มขึ้นตามผลงาน หากไม่โดนไล่ออกเสียก่อน ซึ่งความจริงแล้ว เราโดนภาษีกินเงินไปตั้งแต่ที่รายได้ของเราคือ 26,000 บาทต่อปีแล้วล่ะ!! ทำงานปีแรก แต่ต้องเสียภาษีเสียแล้ว มาดูกันดีกว่าว่า ใน ปี 2560 นี้ เราจะต้องเสียภาษีตอนไหน เพดานเป็นอย่างไร แต่เห็นว่าในปีหน้านี้ ภาษีจะลดต่ำลง ไปดูกันเลยดีกว่า

มนุษย์เงินเดือน ลดภาษี ทำอย่างไรได้บ้าง!

Case Study

นายแมว รักดี เป็นคนโสด อายุ 30 ปี ได้รับเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน โบนัสปลายปี 3 เดือน ได้รายได้ทางเดียวคือ พนักงานประจำ ดังนั้น จะได้รายได้ทั้งปี = (40,000*12) + (40,000*3) = 600,000 บาท

เขาจะได้ลดหย่อยภาษีผู้มีเงินได้ ลดหย่อนได้ 60,000 บาท ดังนั้น เงินได้ที่จะเอามาคำนวณภาษี คือ 540,000 บาท

เมื่อเรานำมาเข้าตารางคำนวณภาษี (แบบขั้นบันได) ดังนั้น เราจะเสียภาษีตามนี้

เงินได้ตั้งแต่ 0-150,000 บาท = เสียภาษี 0 บาท

เงินได้ตั้งแต่ 150,001 – 300,000 บาท = เสียภาษี 150,000* 5% = เสียภาษี 7,500 บาท

เงินได้ตั้งแต่ 300,001 – 500,000 บาท = เสียภาษี 200,000* 10% = เสียภาษี 20,000 บาท

เงินได้ตั้งแต่ 500,000 – 540,000 บาท = เสียภาษี 40,000* 15% = เสียภาษี 6,000 บาท

ดังนั้น หากมีรายได้ 600,000 บาท จะเสียภาษี 33,500 บาท เสียภาษีปีละ 33,500 บาท เงินเดือนเกือบเดือนเชียวล่ะ

แล้วลองคิดต่อว่า หากมีรายได้และภาระมากกว่านี้ แต่ยังต้องจ่ายภาษีโหดมากกว่าเดิมไปเรื่อยๆ มันคุ้มหรือไม่มั้ย!?

ตอบได้เลยว่าไม่คุ้ม! ดังนั้น เราควรจะหาวิธีที่เราสามารถลดภาษีกันได้ ซึ่งมันมีวิธีการต่าง ๆ มากมาย วันนี้ ผมจะพาไปรู้จักกันเสียหน่อย

มนุษย์เงินเดือน ลดภาษี ทำอย่างไรได้บ้าง!

LTF ย่อมาจากคำว่า “Long Term Equity Fund” หรือชื่อไทยคือ “กองทุนรวมห้นระยะยาว ” เป็นกองทุนรวมในหุ้น ซึ่งทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน นั่นคือ กองทุนรวมนั่นเอง ทั้งหมดเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น สำหรับตัวนี้ ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงคิดว่าคุ้มสุดแล้ว สำหรับการหักภาษี ได้ทั้งลดภาษี แถมยังลงทุนได้ดอกเบี้ย อีกทั้งยังได้เงินปันผลอีกด้วย 

RMF ย่อมาจากคำว่า “Retirement Mutual Fund” หรือชื่อไทยคือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมประเภทที่ส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งคล้าย ๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน หรือพวกบำเน็ญบำนาญของข้าราชการ หากเด็กจบใหม่อายุไม่เกิน 30 ไม่แนะนำให้ซื้อ เนื่องจากอีก 30 ปี กว่าคุณจะได้เงิน!! หากอยากซื้อจริง ๆ อายุ 40-50 ค่อยซื้อก็ได้ 

ปล. สำหรับ RMF (รวมถึงตัวที่เอกชนหรือข้าราชการบังคับด้วย รวม ๆ กันแล้วไม่เกิน 500,000)

เบี้ยประกันชีวิต ตรง ๆ เลย คือ การซื้อประกันชีวิตนั่นเอง! ประกันชีวิตมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ แบบระยะเวลา ซึ่งแบ่งได้ตามนี้

  1. แบบสะสมทรัพย์ ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกัน เบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี นั่นหมายความว่า เงินจำนวน 100,000 บาท จ่าย 5 ครั้ัง คือ 500,000 บาท ภายในระยะเวลา 10 ปี หากผู้เอาประกันไม่เสียชีวิต จะได้รับเงิน 500,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย พอๆ  กับออมทรัพย์คืน ในปีที่ 10 !! แต่หากผู้เอาประกันเสียชีวิตภายใน 10 ปีนี้ จะได้รับผลประโยชน์ตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้! ปล. หากเสียชีวิตภายใน 10 ปีนี้ ผู้รับผลประโยชน์อาจได้รับเงินเอาประกัน ประมาณ 1,000,000 บาท
  2. แบบตลอดชีพ ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกันไว้ เบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี คุ้มครองตลอดชีพ นั่นหมายความว่า เงินจำนวน 100,000 บาท จ่าย 5 ครั้ง คือ 500,000 บาท แต่จะต่างกับแบบแรกตรงที่ว่า แบบตลอดชีพนั้น หากเสียชีวิต อาจได้รับเงินเอาประกันน้อยกว่าแบบสะสมทรัพย์มาก เพราะเราจ่ายเบี้ยในจำนวนน้อยปี ดังนั้น หากเราจ่ายเบี้ยประกันเยอะมากขึ้น หรือจ่ายในระยะเวลายาวขึ้น ความคุ้มครองของเราก็มากขึ้นตาม
  3. แบบระยะเวลา ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกัน เบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี นั่นหมายความว่า เงินจำนวน 100,000 บาท จ่าย 5 ครั้ง คือ 500,000 บาท แต่ภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ หากผู้เอาประกันเสียชีวิต จะได้รับเงินเอาประกันเป็นจำนวนมาก ๆ กล่าวได้ว่า มีจำนวนเยอะกว่าแบบสะสมทรัพย์เสียอีก เพียงแต่ว่า หากครบระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีแล้ว จะไม่ได้รับเงินคืนเลยสักบาท เว้นแต่ทำสัญญาท้ายกรมธรรม์ อาจจะต่างกันไป

ทั้งหมดที่กล่าวมา 3 ข้อนั้น หากในชีวิตจริง อาจมีสัญญาแนบท้ายแบบอื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย แล้วแต่ผู้เอาประกันภัย สรุปเลยว่า การลดภาษีด้วยการซื้อประกันชีวิต สามารถลดได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี ซึ่งถือว่าคุ้มมาก ๆ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น หากเราทิ้งสิ่งใดไว้ให้คนข้างหลังยามเราไม่อยู่ ก็คงจะดีไม่น้อย…

ทั้ง 3 แบบข้างต้น ถือเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับการลดภาษีของมนุษย์เงินเดือน ดังนั้นแล้ว เราควรตัดสินใจวางแผนการลดภาษีให้ดี เพื่อให้เราสามารถเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคตได้มากที่สุด
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะลองเรียบเรียงให้ดูว่าแต่ละตัวนั้น แตกต่างกันอย่างไร … ก่อนจะพาไปดู อยากให้ทุก ๆ ท่านลองคำนวณภาษีที่ตนเองจ่าย และวิธีการหักลดภาษีต่าง ๆ ว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง

ที่มา : Shopsmart Finance 

hero banner