ที่สุดของมนุษย์เงินเดือนก็คือ การได้รับเงินผลตอบแทนพิเศษที่นอกเหนือจากเงินเดือนปกติ หรือที่เรียกกันว่าเงิน “โบนัส” เมื่อได้ทำงานเต็มที่มาทั้งปี มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็อยากมีอะไรพิเศษๆ มาเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าเงิน “โบนัส” ที่ได้มานั้น ก็ต้องนับเป็นรายได้พึงประเมินที่เราได้รับ ซึ่งไม่ว่าเราจะได้มากี่ครั้งในปีนั้น หรือได้มาเท่าไร สุดท้ายตามกฎหมายแล้วก็ต้องนำเงินที่เรียกว่า “โบนัส” นั้นมาคิดรวมกับเงินเดือนที่ได้มาทั้งปีของเราด้วยเช่นกัน

“โบนัส” จะถูกหักภาษีเท่าไร?

ถ้าดูตามสูตรการเสียภาษีของผู้มีรายได้ตามกฎหมายนั้น จะเป็นการคำนวณจากเงินได้สุทธิทั้งปีของผู้มีรายได้ นั่นก็คือ

เงินได้สุทธิ = รายได้ในปีนั้นทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย – ค่าลดหย่อนตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้น ในที่นี้สมมุติให้รายได้ที่เข้ามาในปีที่ผ่านมาได้มาจาก เงินเดือน และ โบนัส ดังนั้น มาดูตัวอย่างการคิดภาษีจากโบนัสที่หลายๆ คนสงสัย เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นกันเลย

ตัวอย่างสมมุติ สมบัติ เข้าทำงานกับบริษัท A ได้รับเงินเดือนๆ ละ 32,000 บาท และในปีที่ผ่านมา บริษัท A มีผลกำไรมากขึ้น จึงให้โบนัสพนักงาน 2 ครั้ง (เดือนกรกฎาคม และธันวาคม) ครั้งละ 64,000 บาท

เพราะฉะนั้น รายได้ทั้งปีของสมบัติจะเท่ากับ :
  • รายได้จากเงินเดือนทั้งปี = 32,000 x 12 บาท = 384,000 บาท
  • รายได้จากเงินโบนัส = 64,000 x 2 บาท = 128,000 บาท

เงินได้สุทธิ ทั้งปีของสมบัติเท่ากับ : เงินเดือน + โบนัส = 384,000 + 128,000 บาท = 512,000 บาท

จากตัวอย่างนี้ สมบัติจะต้องเสียภาษีเท่าไร? เรามาดูและคำนวณตามลำดับ ดังนี้

  • ตามกฎหมายผู้มีรายได้จากการจ้างแรงงานสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าคำนวณจาก 50% (512,000 x 50% = 256,000) แต่เนื่องจากกฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้แค่ 100,000 บาท เพราะฉะนั้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของสมบัติก็จะเท่ากับ 512,000 – 100,000 = 412,000 บาท
  • สมบัติมีหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้อีก 60,000 บาทโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น สมบัติก็จะเหลือเงินที่เป็นเงินได้สุทธิทั้งหมดเท่ากับ 412,000 – 60,000 = 352,000 บาท
  • ในปัจจุบันนี้ ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณตามอัตราสำหรับรายได้สุทธิอยู่ในช่วงระหว่าง 0 – 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีหรือได้รับการยกเว้นภาษีในช่วงจำนวนนี้ เพราะฉะนั้น สมบัติจะเหลือจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีเท่ากับ 352,000 – 150,000 = 202,000 บาท
  • จากตารางฐานภาษี

เพราะฉะนั้น เงินได้สุทธิของสมบัติที่จะต้องนำมาเสียภาษีก็จะเท่ากับยอด 202,000 บาท ซึ่งสมบัติจะต้องเสียภาษีในฐานภาษีเงินได้สุทธิในขั้นระหว่าง 150,001 ถึง 300,000 บาท อัตราภาษีที่ต้องเสียคือ 5% ดังนั้น สมบัติจะต้องเสียภาษีทั้งหมด 10,100 บาท

จากตัวอย่างการคำนวณข้างต้น จะเห็นแล้วว่าการได้รับเงิน “โบนัส” มานั้น การนำมาคำนวณภาษีที่หลายคนถามว่าเงินโบนัสจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่นั้น คำตอบของคำถามนี้ก็อยู่ในตัวอย่างที่ได้ยกมาให้ดูแล้ว คือ เงินโบนัสก็นับเป็นรายได้ที่ได้มาระหว่างปี ดังนั้น เราจะต้องนำมารวมกับเงินเดือนหรือรายได้ปกติแล้วนำมาคำนวณภาษีตามสูตรนั่นเอง

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ