เคยมีความคิดนี้บ้างไหมว่า บริษัทเราก็คุ้มครองเรื่องค่ารักษาพยาบาลและชีวิตอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันชีวิตหรือสุขภาพเพิ่มเติม

ถ้าอย่างนั้น มาลองรู้จักสวัสดิการของตัวเอง
ในฐานะพนักงานบริษัทคนหนึ่งดูบ้าง

  1. ประกันสังคม
    สวัสดิการภาคบังคับที่ลูกจ้างทุกคนจำเป็นต้องมี ถ้ามีสวัสดิการประกันสังคมแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้
  2. ประกันกลุ่มของบริษัท
    คือสวัสดิการที่นายจ้างสมัครใจทำเพิ่มเติมให้พนักงาน เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันชีวิต
  3. สวัสดิการอื่น ๆ ที่นำหลักฐานต่าง ๆ ไปเบิกกับบริษัทโดยตรง

จากนั้นลองพิจารณาตัวเองว่าจะทำอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้

  • หากเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลขึ้นมา เลือกได้จะนอนโรงพยาบาลอะไร? แล้วประกันสังคมสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดจริงหรือไม่? (ประกันสังคมให้ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท)
  • เป็นโรคร้ายแรงจนกระทั่งไม่สามารถทำงานในบริษัทเดิมต่อได้ มีสวัสดิการอะไรที่ติดตัวเราไปบ้าง?
  • ไม่มีงานทำเมื่อใดค่อยทำประกัน แล้วถ้าป่วยเป็นโรคเรื้อรังก่อนลาออกคิดว่าจะมีบริษัทประกันไหนรับทำบ้าง? (การทำประกันต้องทำตอนที่เรามีสุขภาพแข็งแรง)
  • เมื่อเราเกษียณอายุ ไม่มีสวัสดิการของบริษัทแล้ว เราจะทำอย่างไร?

ถ้าหากยังหาคำตอบไม่ได้ งั้นเราควรเริ่มต้นอย่างไรดี?

ต้องเกริ่นก่อนว่า การทำประกันคือการโอนย้ายความเสี่ยงที่ดีที่สุด กล่าวคือ การยอมมีค่าใช้จ่ายที่คงที่เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่ในอนาคต รถเรายังทำประกันให้มัน แล้วทำไมตัวเราเองถึงไม่คิดถึง? เช่นนั้นแล้วเราควรมาเริ่มต้นวางแผนประกันกันเลย

  1. เข้าใจสวัสดิการที่เรามีอยู่ในมือก่อน
    • ประกันสังคม คือสวัสดิการที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต แม้แต่เราพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เรายังสามารถยื่นขอการเป็นผู้ประกันตนและชำระเบี้ยประกันต่อเนื่องไปได้  ข้อจำกัดที่อยากให้เข้าใจของประกันสังคมคือ ค่าห้องที่คุ้มครองไม่เพียงพอสำหรับการนอนห้องเดี่ยว, ยาในบัญชีนอกบัญชีและเมื่อเกษียณอายุเราเลือกรับบำเหน็จบำนาญสวัสดิการเรื่องค่ารักษาพยาบาลจะสิ้นสุดทันที
    • ประกันกลุ่ม ถ้าให้ลองเอาบัตรประกันกลุ่มเรามานั่งดู มักจะมีเขียนว่า OPD (ผู้ป่วยนอก) เท่าไร, ค่าห้องเท่าไร หรือค่ารักษาอุบัติเหตุเท่าไร แต่ส่วนน้อยเราจะไม่ทราบค่ารักษาอื่น ๆ เช่น ค่าผ่าตัด หรือ ค่ารักษาพยาบาลทั่วไปว่าเป็นเท่าไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ในคู่มือพนักงานที่เราควรอ่านและทำความเข้าใจ
  1. เลือกโรงพยาลที่เราจะเข้ารักษาในกรณีที่เราเจ็บป่วยขึ้นมาจริง ๆ อยากให้คิดถึงความเป็นจริงของตัวเราเองว่า ยอมรับเงื่อนไขได้ขนาดไหน หลังจากนั้นให้ศึกษาค่าห้องและค่ารักษาของโรงพยาลนั้น ๆ
  2. พิจารณส่วนต่างระหว่างสิ่งที่เราต้องการกับสิ่งที่เรามี เราจะเห็นส่วนต่างของสวัสดิการที่เรายังขาด หลังจากนั้นจึงเลือกแผนประกันสุขภาพเพิ่มเติม
  3. หรือหากสวัสดิการที่บริษัทให้เพียงพอแล้ว ให้มองสวัสดิการระยะยาว (Long Term Health Care) เตรียมสวัสดิการเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถดูแลเราไปได้ทั้งชีวิต (โดยเฉพาะในช่วงวัยเกษียณที่มีโอกาสป่วยมากขึ้น)

นอกจากสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เราควรให้ความสำคัญแล้ว
อีกหนึ่งสิ่งที่เราควรใส่ใจ คือ ทุนประกันชีวิต

อยากให้ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า เราเป็นคนสำคัญในบริษัทและครอบครัวขนาดไหน? ถ้าพรุ่งนี้เราไม่อยู่บนโลกนี้ มีคนที่จะได้รับผลกระทบนี้ใช่ไหม? ถ้าคำตอบของคุณคือ ใช่ วันนี้คุณเตรียมพร้อมไว้ให้คนที่คุณรักแล้วเท่าไร?

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ