ใครๆ ก็มักจะพูดกันว่า “การลงทุนคือความเสี่ยง ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก็มีโอกาสที่จะเสียหมดตัวได้” จึงทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ๆ มักจะเกิดความลังเลอยู่เสมอ เพราะเกรงว่าลงทุนไปแล้วจะขาดทุน แต่ปัจจุบันนี้ก็มีนักลงทุนมืออาชีพได้แก้ต่างแล้วว่า “ยิ่งเข้าใจมาก ก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมาก” นั่นก็เพราะว่าทุกอย่างต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจก่อนเริ่มต้นอยู่เสมอ เราจึงได้รวบรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทั้งหมดมาไว้ในบทความนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเสี่ยงในการลงทุน คืออะไร ?

เริ่มต้นกันที่เรื่องของความเสี่ยง อธิบายก่อนว่า ความเสี่ยงก็คือโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนและกำไรในอัตรา 50:50 สำหรับความเสี่ยงแบบธรรมดา และมีแนวโน้มที่อัตรานี้จะปรับเปลี่ยนไปในทางใดทางหนึ่งสูงขึ้น เมื่อความเสี่ยงต่ำลงหรือสูงขึ้น จากการลงทุนของเรา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risk)
    ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าของบริษัทหรือผู้ก่อตั้งคาดหวังไว้เป็นอันดับแรกคือเรื่องของกำไร และผลประกอบการ เพราะฉะนั้นความเสี่ยงในที่นี้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร และความเสี่ยงในเรื่องของการวางแผนจัดการดำเนินการบริษัท รวมทั้งปัญหาเรื่องของบุคลากรด้วย ที่อาจจะส่งผลให้บริษัทมีการขาดทุน หรือสูญเสียรายได้ จนทำให้ไม่ได้กำไรตามที่คาดหวัง เมื่อแรกเริ่มอัตราความเสี่ยงอาจจะอยู่ที่ 50:50 แต่เมื่อนานๆ ไปก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอัตรานี้ไปตามการบริหารองค์กรนั่นเอง
  2. ความเสี่ยงทางการตลาด (Market Risk)
    ในการลงทุนทางตลาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนทางหลักทรัพย์ ควรมีการศึกษาประวัติของหลักทรัพย์นั้น ๆ ให้ดีก่อนว่าที่ผ่านมามีผลประกอบการอย่างไร มีอุปสงค์หรืออุปทานที่มากกว่ากัน และมีปัจจัยอื่นที่เป็นอาจทำให้เกิดราคาที่ผันผวนหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเราทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้มีการสูญเสียเงินลงทุนมากขึ้นด้วย
  3. ความเสี่ยงเรื่องของดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)
    เรื่องของดอกเบี้ยก็มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นลบหรือเป็นบวก ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ เพราะฉะนั้นยิ่งประเมินหรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ดีเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสได้ดอกเบี้ยสูง เพราะเรื่องของดอกเบี้ย มักจะเกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาวนั่นเอง
  4. ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อ (Purchase Power Risk)
    อันที่จริงจะเรียกความเสี่ยงนี้ว่าเกิดจากมือที่มองไม่เห็นก็ได้ เพราะบางครั้งก็มีความผันผวนขึ้นเร็วเสียจนตามไม่ทัน จนเกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลต่อการลงทุนค่อนข้างสูง และที่ผ่านมานักลงทุนในไทยก็ประสบกับปัญหานี้สูงพอสมควร

เทคนิคการกระจายความเสี่ยง

เมื่อทำความเข้าใจกับเรื่องของความเสี่ยงแล้ว อันดับต่อไปที่ต้องทำความเข้าใจก็คือเรื่องของการกระจายความเสี่ยง เพราะว่าการลงทุนทั้ง 4 ประเภทที่ได้กล่าวไปนั้น มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก เราจึงจำเป็นต้องลดโอกาสการขาดทุนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งก็คือผลกำไรที่หักจากการขาดทุนแล้วนั่นเอง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  1. กระจายความเสี่ยงโดยการข้ามประเภทของสินทรัพย์
    วิธีนี้เป็นวิธีการกระจายความเสี่ยงที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักลงทุนมากที่สุด เพราะคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะเอาชนะตลาดได้ตลอดกาล แต่ก็ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะแพ้ตลาดไปตลอดกาลเช่นกัน” นักลงทุนมืออาชีพ จึงมักนิยมลงทุนสูงกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ลงทุนน้อยกว่ากับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าพลาดจากการลงทุนประการหลัง ก็ยังมีโอกาสได้กำไรจากการลงทุนประการแรก แต่ถ้าหากโชคดี ก็มีโอกาสได้รับผลประกอบการเป็นเงินก้อนโตพอสมควร
  2. การกระจายความเสี่ยง ด้วยการกระจายสินทรัพย์ที่ลงทุนในประเภทเดียวกัน
    กรณีนี้ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการลงทุนในหุ้น ไม่ควรถือเพียงตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น หรือในอุตสาหกรรมใดเพียงอุตสาหกรรมเดียวเท่านั้น แต่ควรกระจายไปหลายๆ ตัว หรือหลายๆ หมวดหมู่ เช่น ไปทางสุขภาพบ้าง ไปทางสินค้าอุปโภคบริโภคบ้าง อย่าถือไว้แต่หุ้นพลังงานเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรก็ตามที่ทำให้ราคาหุ้นผันผวนลงมา ก็อาจทำให้เรามีโอกาสขาดทุนจนถึงขั้นต้องล้างพอร์ตได้
  3. การกระจายความเสี่ยง แบบการลงทุนข้ามประเทศ
    การลงทุนข้ามประเทศก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีพอสมควร หากมีการทำความเข้าใจและทำการศึกษาที่ละเอียดพอสมควร เพราะมีโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีและมากขึ้นกว่าการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องระวังปัญหาเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนพอสมควร และสถานการณ์ปัญหาต่างๆ ในประเทศนั้นๆ ซึ่งอาจมีผลต่อการลงทุนของเราด้วย

ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่นักลงทุนหน้าใหม่ควรรู้ รวมถึงนักลงทุนมืออาชีพที่ยังยึดติดกับการลงทุนในแบบเดิมๆ ด้วย เพื่อให้มีโอกาสในการสร้างกำไรได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทคนิคที่ควรศึกษาไว้เท่านั้น สามารถนำไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับโปรแกรมการลงทุนของแต่ละบุคคลได้ตามใจชอบ ซึ่งเราก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนและสามารถสร้างนักลงทุนมืออาชีพได้มากขึ้นอีกด้วย

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ