“ทำไม…ต้องจ่ายเบี้ยเท่านี้? ”

เป็นหนึ่งคำถามที่คนซื้อประกันทุกคนควรถามกับตัวแทน…เพื่อใช้พิจารณาว่า ตัวแทนคนนั้นเสนอประกันให้เราเพื่อ ประโยชน์ของเรา หรือ ประโยชน์ของเขากันแน่?

เพราะในเมื่อเราจะจ่ายเงินซื้อประกันทั้งที เราในฐานะผู้เอาประกันก็ควรจะซื้อทุนประกันที่ตอบสนอง หรือเหมาะกับความต้องการของเราจริง ๆ และนี่คือหลักเกณฑ์ที่ควรใช้ในการพิจารณาชำระเบี้ยประกันชีวิต

  1. ซื้อตามสิทธิที่เราได้รับประโยชน์ทางภาษี
    ในกรณีที่ตัวแทนเสนอประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้ ถ้าเป็นประกันชีวิตทั่วไป เบี้ยประกันก็จะไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าเป็นประกันบำนาญ เบี้ยประกันก็จะไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีและเมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือ RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท แต่ตัวเบี้ยของประกันบำนาญเองก็ต้องไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น หากต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่ ก็ควรซื้อเต็มเพดานตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
  1. ซื้อตามทุนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา
    ประเมินความเสี่ยงและภาระของเราในอนาคต เช่น ทุนประกันเพื่อการศึกษาของลูก ทุนประกันเพื่อความมั่นคงทางการเงินยามเกษียณ หรือ ทุนประกันเพื่อเป็นมรดกยามที่เราต้องจากไป ฯลฯ
  1. ซื้อในฐานะเป็นทางเลือกหนึ่งในการออมเงิน
    โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำอย่างปัจจุบัน จะมีประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นการออมสูง ๆ (high saving) อายุกรมธรรม์ 3 -10 ปี และให้ผลตอบแทนการออม 2.5% – 3.5%/ปี ที่สำคัญผลตอบแทนไม่เสียภาษี จึงนับว่าเป็นทางเลือกในการออมเงินที่มีความเสี่ยงต่ำที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ หรือ หากสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้ การซื้อประกันชีวิตแบบ unit – linked ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
  1. ซื้อในฐานะเป็นช่องทางหนึ่งในการบริหารภาษีมรดก
    เพราะประกันชีวิตไม่ใช่มรดก ผลประโยชน์ที่ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์จากประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก การพิจารณาเบี้ยประกันที่ควรชำระที่กล่าวข้างต้น เป็นการพิจารณาบนความต้องการของเราในฐานะผู้เอาประกัน แต่หลายครั้งเหมือนกันที่เมื่อคำนวณเบี้ยที่ต้องชำระแล้วสูงเกินความสามารถของเรา ดังนั้น ขั้นตอนต่อไป เราจึงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยประกอบด้วย เพราะประกันชีวิต คือ สัญญาระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย แม้จะเป็นสัญญาที่มีผลบังคับฝ่ายเดียว คือ หากผู้เอาประกันภัยไม่ชำระเบี้ยประกันซึ่งถือเป็นเงื่อนไขของสัญญาประกันภัย บริษัทประกันในฐานะผู้รับประกันภัยไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัย และไม่ถือว่าผู้เอาประกันภัยมีความผิด เพียงแต่สัญญาประกันภัยเป็นอันสิ้นผลบังคับใช้ ดังนั้น การซื้อประกันชีวิตก็คล้ายกับการก่อหนี้ คือ เรามีภาระผูกพันต้องชำระเบี้ยในเวลาที่กำหนด หากขาดการชำระเบี้ย แม้จะไม่มีผลฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่มีผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่เราควรได้ เช่น ความคุ้มครองจะหมดไป หรือเงินที่จะได้คืนจากบริษัทประกันก็จะมีจำนวนที่น้อยกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปแล้วมาก หรือ อาจต้องถูกกรมสรรพากรเรียกภาษีที่ลดหย่อนคืนแถมอาจโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก ฯลฯ

การซื้อประกันชีวิต จึงต้องมองว่าเรามีความสามารถในการชำระเบี้ยจนครบอายุกรมธรรม์หรือไม่ อย่ามองแค่ปีแรกปีเดียว เพื่อไม่ให้เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระเป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดให้จำนวนเบี้ยประกันที่ต้องชำระไม่ควรเกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังภาษี

ดังนั้นการพิจารณาชำระเบี้ยประกัน ควรประเมินบนความต้องการของตนเองเสียก่อน จากนั้นจึงมาดูความสามารถของเราว่าสามารถชำระเบี้ยประกันให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขตลอดอายุกรมธรรม์หรือไม่

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ