ประกันชีวิต ถือเป็นระบบการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดอย่างหนึ่ง แต่น่าแปลกที่ว่า พอพูดถึงประกันชีวิตขึ้นมาทีไร หลายคนต่างพากันส่ายหน้า หรือไม่ก็แสดงความรังเกียจออกมาอย่างเด่นชัด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะระบบการขายที่ออกแนวตื๊อ หรือออกแนวหลอกลวงมากเกินไป อีกทั้งคนไทยโดยทั่วไปยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิตมากนัก เนื่องจากมองว่า หากจะลงทุนซื้อประกันชีวิต สู้เอาเงินไปฝากธนาคาร หรือเล่นหุ้นไม่ดีกว่าหรือ นอกจากจะง่ายกว่าแล้ว ยังไม่ต้องมานั่งเป็นกังวลว่าจะถูกบริษัทประกันโกงเอาอีกด้วย

ประกันชีวิต

ซึ่งอันที่จริง การทำประกันชีวิต ถือเป็นรูปแบบการลงทุนที่ดูจะคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนชนิดอื่น ๆ เพราะนอกจากเงินปันผลก้อนใหญ่ที่เราจะได้รับเมื่อทำตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว ยังจะทำให้ผู้ลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายอีกด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า ใครที่ตัดสินใจไม่ทำประกันชีวิตเพราะอคติส่วนตัว นับว่าท่านได้พลาดโอกาสดี ๆ ไปหลายประการ ซึ่งโอกาสและสิทธิประโยชน์เมื่อทำประกันชีวิตนั้น มีดังนี้

  1. สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี หลายคนอาจจะรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า เมื่อทำประกันชีวิตแล้ว เราสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายให้แก่บริษัทประกันภัยไปขอลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมได้ ภายใต้วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยที่ผู้เอาประกันจ่ายเงินไปนั้น ต้องเป็นบริษัทประกันที่ได้รับอนุญาตในการประกอบธุรกิจประกันภัยเท่านั้น บริษัทใดที่ไม่เข้าเกณฑ์นี้ ต่อให้กำเงินไปจ่ายจำนวนมาก ก็ไม่มีสิทธินำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางด้านความคุ้มครอง แน่นอนที่สุดว่า ประกันชีวิตทุกชนิดจะต้องให้สิทธิประโยชน์ในด้านนี้แก่ผู้เอาประกัน หากผู้ใดที่ทำประกันชีวิตเอาไว้ เขาจะมีเงินก้อนไว้เพื่อการคุ้มครองชีวิต ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บและความตาย สำหรับกรณีโรคภัยไข้เจ็บ คือ วันใดผู้เอาประกันเจ็บป่วยขึ้นมา สามารถติดต่อขอให้บริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ได้ ซึ่งเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลไปได้เปราะหนึ่ง ส่วนเรื่องความตายนั้น หากผู้เอาประกันเป็นอะไรไป รับรองว่าลูกหลานจะไม่ลำบากอย่างแน่นอน เพราะทางบริษัทจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของผู้เอาประกัน จุดนี้เองที่ทำให้ผู้ทำประกันชีวิตมีความสบายใจมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำประกันชีวิตหรือไม่ได้เตรียมอะไรไว้สำหรับอนาคตข้างหน้าเลย
  3. สิทธิประโยชน์ด้านการเก็บออม การทำประกันชีวิตถือเป็นรูปแบบการออมเงินภาคบังคับอย่างหนึ่ง มีความเข้มงวดสูง ผู้ทำประกันทุกคนจะต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยให้ครบถ้วนทุก ๆ งวด ซึ่งเงินส่วนนี้ ผู้ทำประกันจะได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ทำให้ผู้ทำประกันชีวิตมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตยามชรา ยามเจ็บป่วย หรือเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกหลานก็ตาม
  4. สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ดังที่บอกไปว่าการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ถือว่าเป็นวิธีการลงทุนอย่างหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีดอกเบี้ย เงินปันผล และผลกำไรที่หวือหวาเหมือนกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็จัดว่าเป็นการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง ให้เงินปันผลที่สม่ำเสมอกว่า และยังไม่จำเป็นต้องบริหารมากนักอีกด้วย
  5. สิทธิประโยชน์สำหรับการใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉิน สิทธิประโยชน์ด้านนี้ จัดเป็นสิทธิประโยชน์ที่พบได้ในการทำกรมธรรม์ประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว หากผู้เอาประกันมีภาระต้องใช้เงินในภาวะฉุกเฉิน ก็สามารถติดต่อไปยังบริษัทประกันที่เราทำกรมธรรม์อยู่ เพื่อขอกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ได้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจากการกู้เงินผ่านกรมธรรม์นี้ เรียกได้ว่า ต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตจากบางธนาคารเสียอีก อีกทั้งยังไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หรือล้มละลายจากการไม่มีเงินไปใช้หนี้คืนอีกด้วย

ทั้ง 5 ข้อนี้ คือสิทธิประโยชน์ที่ผู้ทำประกันชีวิตทุกคนจะได้รับเป็นพื้นฐาน จัดว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ามากจริง ๆ คุ้มจนอาจกล่าวได้ว่า ใครที่ไม่ได้ทำประกันชีวิตด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นเรื่อง เขาย่อมพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้รับจากประกันชีวิตไปเสียแล้วล่ะ

ที่มา : Shopsmart Finance