จากการที่รัฐบาลประกาศจะขึ้นราคา “ภาษีบาป” ที่ทำให้เหล้าและบุหรี่มีราคาที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าเดิม ก็มีเสียงแตกจากประชาชนมากมาย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ขายปลีก ซึ่งจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากขึ้น และอาจเจอปัญหากับการกักตุนสินค้ามากขึ้นด้วย จึงทำให้มีคำถามตามมาว่า นโยบายนี้สามารถลดการบริโภคเหล้าและบุหรี่ของประชาชนได้จริงหรือไม่ ? เรามาดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้กันเลย

เกิดจากการแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)

มีการแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า หากรัฐนั้นๆ มีมาตรการเด็ดขาดในการเพิ่มภาษีให้กับบุหรี่และเหล้า ก็จะช่วยลดการบริโภคของประชาชนได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย และได้ยกตัวอย่างว่า หากมีการปรับราคาให้บุหรี่แพงขึ้นกว่าเดิม 10% ก็อาจช่วยลดผู้สูบบุหรี่ลงได้มากถึง 4% ยิ่งถ้าประเทศไหนประชาชนมีรายได้น้อย ก็อาจจะช่วยลดการบริโภคได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ดีที่สุดในการปรับราคาบุหรี่ คือให้คิดภาษีสูงกว่า 70% ของราคาที่ขายอยู่ในปัจจุบัน แต่ในส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น อาจมีผลน้อยกว่าที่คิด ต่อให้รัฐตั้งราคาสูงขึ้นอีก 10% แต่ก็ช่วยลดคนบริโภคได้เพียง 1-2% เท่านั้น จึงควรใช้มาตรการดังต่อไปนี้เพิ่มเติม คือ

  1. ลดช่องทางการเข้าถึง – โดยการจัดการในเรื่องของเวลาจัดจำหน่ายให้มีความเข้มงวดมากขึ้น และควรมีการจัดโซนนิ่งสถานที่จัดจำหน่ายให้น้อยลง
  2. ลดช่องทางการโฆษณาทางการตลาด – ลดเวลาการโฆษณา หรือห้ามการโฆษณาภายในเวลาที่กำหนด รวมทั้งควรกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริมการขาย รวมทั้งการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน Social Network ด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้ ประเทศไทยก็ได้นำมาปรับใช้และออกกฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว มีตัวอย่างที่ถูกดำเนินคดีมากมาย และมาตรการล่าสุด คือเรื่องของการขึ้นภาษีที่ต้องมาติดตามผลกันต่อไปว่าจะสามารถลดการบริโภคได้หรือไม่ ?

กรมสรรพสามิต ยืนยันทำเพื่อประชาชน

ในส่วนของผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมสรรพสามิต ก็ได้ยืนยันว่าทั้งหมดนี้เป็นการทำเพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการเน้นรายได้ให้รัฐแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมารัฐต้องเสียงบประมาณไปกับการดูแลการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นจำนวนเงินหมื่นๆ ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้ของกรมสรรพสามิต อยู่ที่เพียงพันล้านเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะดีกว่าหรือไม่ หากมีคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายที่เกิดจากบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง

ที่ผ่านมาการเก็บภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตนั้น เก็บตามปริมาณมาโดยตลอด คือไม่ว่าบุหรี่จะมวนขนาดไหน หรือขายราคาเท่าใดก็ตาม กรมสรรพสามิตจะเก็บเพียงมวนละ 1.20 บาทเท่านั้น แต่สำหรับฐานภาษีใหม่จะมีการนำมูลค่ามาคิดรวมกันด้วย คือนอกจากเก็บตามปริมาณที่ระบุแล้ว ยังเก็บภาษีจากการค้าปลีก 20-40% ตามราคาที่ตั้งไว้ด้วย

ในส่วนของการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในอดีตจะเก็บตามมูลค่าที่ 80% และปริมาณแอลกอฮอล์ 20% แต่สำหรับฐานภาษีใหม่จะปรับสัดส่วนเป็น 60:40 ซึ่งนั่นหมายถึงหากเครื่องดื่มชนิดใดมีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ก็จะต้องเสียภาษีแพงขึ้นนั่นเอง

ความเห็นจากนักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ -ให้ความเห็นว่า มาตรการนี้อาจใช้ไม่ได้ผลจริง หากไม่มีการปรับราคาให้สูงขึ้น ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ซึ่งก็คือการเก็บภาษี 70% ของราคาขายปลีก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ผู้ผลิตบุหรี่ยี่ห้อต่างๆ ก็จะต้องหาวิธีมาแก้เกมมาตรการนี้ ด้วยการผลิตบุหรี่ที่มีราคาถูกลง เพื่อให้ประชาชนสามารถบริโภคได้เช่นเดิม และได้ยกตัวอย่างการขึ้นภาษีบุหรี่ของประเทศออสเตรเลีย ที่ขึ้นทุกปี ปีละ 12.5% เพื่อให้มีการลดการบริโภคของประชาชนลงอย่างแท้จริง แต่มาตรการของประเทศยังไม่เด็ดขาดพอและดูจะเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมากกว่า

ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา -ได้ให้ความเห็นว่า เห็นด้วยกับหลักการนี้ เนื่องจากมีงานวิจัยทางวิชาการมากมายที่มารองรับเรื่องของการขึ้นภาษีและราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เชื่อว่าไม่สามารถลดปริมาณการบริโภคลงได้จริง เพราะยังมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมการเข้าสังคมของคนไทย และปัจจัยการตลาดของผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยอ้างอิงจากผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ ที่ระบุว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดเดียวที่คนจะลดการบริโภคลงหากมีการปรับราคาขึ้น ก็คือเบียร์นั่นเอง แต่รวมๆ แล้วก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องที่คุ้มค่าในการทำระดับหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ได้สรุปส่งท้ายว่า มาตรการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลมากกว่า ในเรื่องของโอกาสในการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็อาจจะช่วยลดผู้บริโภคได้เช่นกันในระยะยาว

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมาตรการขึ้นภาษีบาปของรัฐบาล ที่พึ่งมีการปรับฐานภาษีเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ ซึ่งก็สร้างปัญหาให้กับแม่ค้าและผู้บริโภคในช่วงแรกๆ พอสมควร เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะต้องปรับขึ้นราคาเท่าไร และเจอเรื่องของร้านขายส่งที่ยังกักตุนสินค้าไว้อยู่ด้วย แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เหลือแค่มารอลุ้นผลกันเท่านั้นว่ามาตรการนี้จะช่วยลดการบริโภคได้อย่างชัดเจนจริงหรือไม่ ? ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ ? เท่านั้นเอง

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ