สำหรับใครที่เริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้น เราควรถามตัวเองก่อนว่า เราเป็นนักลงทุนในแนวไหน เพราะการลงทุนแต่ละแนวทางการลงทุนก็มีความเหมาะสมสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น โดยเราสามารถแบ่งแนวทางการลงทุนหุ้นออกเป็นสามแนวทางใหญ่ ๆ ได้แก่

แนวพื้นฐาน : ลงทุนตามแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท
นักลงทุนจะต้องใส่ใจกับรายละเอียดพื้นฐานของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน อัตราส่วนทางการเงิน งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด รายงาน 56-1 หนังสือชี้ชวน และอื่น ๆ เพื่อทำให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจที่สนใจได้อย่างถ่องแท้ ซึ่งปัจจัยข้างต้นจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินทิศทางกำไรของบริษัทได้ ส่งผลให้นักลงทุนสามารถประเมินความถูกแพงของบริษัทที่ตัวเองสนใจได้อย่างเป็นอิสระ โดยการลงทุนแนวนี้อาจเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการติดตามกราฟรายวัน รายชั่วโมง หรือรายนาทีแบบนักลงทุนเชิงเทคนิค

แนวเทคนิค : ราคาคือของจริง ดูเพียงกราฟก็เพียงพอแล้ว
นักลงทุนต้องศึกษาความเป็นมาของ Indicator แต่ละชนิดและสามารถตีความออกมาได้ว่า ณ เวลานั้น ๆ ตลาดรู้สึกอย่างไรและจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมี Indicator ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนที่นิยมในหมู่นักลงทุนทั่วไปก็มีมากมายได้แก่ การดู MACD RSI และ Stochastic การใช้ Volume ประกอบการตัดสินใจ หรืออาจจะเป็นการตี Trendline ง่าย ๆ โดยคนที่นิยมใช้กราฟในการซื้อขายส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับกราฟราคา เพื่อตัดสินใจเข้าเก็งกำไรในจังหวะนั้น ๆ ซึ่งหมายถึงเวลาที่ต้องเสียไปในช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการ

แนวผสม : พื้นฐานและเทคนิคไปด้วยกันได้
นักลงทุนต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพื่อเข้าใจทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ซึ่งการลงทุนอาจจะมีลักษณะเป็นแบบการประเมินปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่สนใจไว้เบื้องต้นก่อนแล้ว หลังจากนั้นค่อยใช้กราฟเป็นตัวกำหนัดจังหวะซื้อหรือขาย หรือจะเป็นการใช้กราฟมากรองหาบริษัทที่น่าสนใจก่อนแล้วค่อยศึกษาพื้นฐานอีกทีหลังก็ได้

มาทำความรู้จักกับอัตราส่วนความอยู่รอด

อัตราส่วนความอยู่รอด = (รายได้จากการทำงาน + รายได้จากการลงทุน) / รายจ่าย

อัตราส่วนความอยู่รอดแสดงถึงความสามารถของเราที่จะดำเนินชีวิตอย่างไม่เป็นภาระของผู้อื่น ซึ่งถ้าคำนวณค่าได้สูงกว่า 1 ก็แสดงว่าเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ เราไม่ก่อสร้างหนี้สินมาดำเนินชีวิต ซึ่งค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี โดยอัตราส่วนนี้แบ่งเป็นสองส่วนได้แก่ รายได้ และ รายจ่าย
สำหรับ “รายได้จากการทำงาน” นั้น หมายถึง เงินเดือนที่เราได้จากที่ทำงานประจำและรายได้ส่วนอื่น ๆ จากการทำงานเสริมของแต่ละคน ส่วน “รายได้จากการลงทุน” ก็มีได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น รายได้ดอกเบี้ย รายได้ค่าเช่า รายได้เงินปันผล หรือรายได้จากส่วนต่างราคา
ส่วน “รายจ่าย” ก็คือรายจ่ายปกติที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเราอาจแบ่งเป็นรายจ่ายคงที่ อย่างเช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเบี้ยประกัน หรือ รายจ่ายผันแปร ได้แก่ ค่าท่องเที่ยว ค่าเดินทาง ก็จะเป็นการทำให้เราเห็นภาพการใช้เงินของเราที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทุก ๆ เดือน เราอาจทำสรุปอัตราส่วนนี้ขึ้นมา แล้วเทียบกับช่วงเดือนที่แล้วหรือเดือนเดียวกันของปีที่แล้วก็เป็นได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานะการเงินของเราอย่างดี ซึ่งถ้าเราเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินที่ดี อัตราส่วนนี้ควรจะมีการเติบโตขึ้นทุก ๆ ปี ซึ่งหมายถึง เราสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นกว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมา ในขณะที่คนที่มีระเบียบวินัยน้อยอาจพบว่าอัตราส่วนความอยู่รอดนี้กลับลดลง แม้ตัวเองได้ปรับเงินเดือนขึ้นก็ตาม ซึ่งนี่แสดงถึงรายจ่ายที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้ของเรานั่นเอง

มาทำความรู้จักกับอัตราส่วนความมั่งคั่ง

อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากการลงทุน / รายจ่าย

อัตราส่วนความมั่งคั่งแสดงถึงการมีอิสระภาพทางการเงินของบุคคลนั้น ซึ่งอัตราส่วนนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือรายได้กับรายจ่าย เหมือนอัตราส่วนความอยู่รอด แต่ในส่วนของรายได้นั้นจะนับรวมแค่ “รายได้จากการลงทุน” เท่านั้น ซึ่งถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่า 1 ก็แสดงว่าบุคคลนั้นมีอิสระภาพทางการเงินแล้ว อย่าไรก็ตาม เราควรดูถึงคุณภาพของอัตราส่วนนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจเข้าใจผิดได้ว่าเรามีอิสระภาพทางการเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การดูถึงคุณภาพของอัตราส่วนความมั่งคั่งนี้ ต้องดูรายละเอียดของ “รายได้จากการลงทุน” ให้ดีว่ามีที่มาอย่างไร ถ้ารายได้จากการลงทุนมีที่มาจากสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้หรือเงินปันผลของหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เราสามารถสรุปได้ว่าอัตราส่วนความมั่งคั่งของเรามีคุณภาพดี แต่ถ้า “รายได้จากการลงทุน” ของเราเกินกว่า 50% มีที่มาจากการเก็งกำไรส่วนต่างราคา เราก็อย่าเพิ่งมั่นใจมากนักว่าเรามีอิสระภาพทางการเงินแล้ว เพราะการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง ไม่ได้ยืนยันว่าเรายังสามารถสร้างกำไรในแบบที่เราเคยได้ในช่วงที่ผ่านมา และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เราอาจมีโอกาสที่จะขาดทุนได้สูงเช่นกัน

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ