เมื่อทำการกู้ยืมเงินหรือขอสินเชื่อจากธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ สิ่งที่ทุกคนจะต้องเจอก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง แต่รู้ไหมว่าดอกเบี้ยนั้นมีหลายประเภทด้วยกัน และการคิดดอกเบี้ยแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไปอีกด้วย ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกับดอกเบี้ยให้มากขึ้นเพื่อจะได้รู้ทันดอกเบี้ยแต่ละประเภทกันดีกว่า โดยดอกเบี้ยที่เราจะพูดถึงมีทั้งหมด 3 แบบดังนี้

  1. ดอกเบี้ยแบบ MLR
    MLR เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะนิยมเรียกเก็บจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกันอย่างเพียงพอ ไม่เคยมีประวัติทางการเงินในด้านลบมาก่อน เช่นไม่เคยติดแบล็คลิสต์ และมีความพร้อมสำหรับการชำระหนี้สูงมาก โดยธนาคารจะพิจารณาจากฐานรายได้และหนี้สิน ค่าใช้จ่ายประจำที่มีอยู่เป็นหลัก ส่วนรูปแบบของสินเชื่อและเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ย MLR ก็คือเงินกู้ในระยะยาวที่มีการกำหนดเวลาในการชำระที่แน่นอนหรือสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจและสินเชื่อบ้านนั่นเอง


    คำถาม
    คำตอบ เกี่ยวกับ MLR

    • ทำไม MLR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน
      หากลองศึกษาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของหลายๆ ธนาคาร หลายคนอาจพบว่าอัตราดอกเบี้ย MLR ของแต่ละธนาคารนั้นไม่เท่ากัน ทำให้เกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร และไม่ใช่ว่า MLR จะมีมาตรฐานเดียวกันทุกธนาคารหรอ ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าค่า MLR นั้นจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก สภาพคล่องของแต่ละธนาคาร และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ธนาคารต้องดำรง โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลให้ค่า MLR ของแต่ละธนาคารแตกต่างกันและทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นลงอยู่เสมออีกด้วย
    • MLR ใช้กับลูกค้ารายใหญ่อย่างบริษัทเท่านั้นหรอ
      แม้ว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้ความหมายถึง MLR ว่าใช้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงก็มีการเสนออัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ให้กับลูกค้าแทบทุกประเภทเช่นกัน เพียงแต่สินเชื่อที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ได้จะต้องเป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีกำหนดเวลาแน่นอนนั่นเอง
    • ทำไม MLR จึงมีบวกลบต่อท้าย
      เมื่อขอสินเชื่อที่มีการคิดดอกเบี้ยแบบ MLR ทางธนาคารก็มักจะระบุมาว่า MLR + X% หรือ MLR – X% ซึ่งหลายคนก็อาจงงๆ ว่าเครื่องหมายบวกลบเหล่านี้หมายถึงอะไร ดังนั้นเราจึงขอเฉลยเลยว่านั่นก็คือการคิดค่าชดเชยความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายนั่นเอง โดยสำหรับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงก็จะมีการคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น MLR + X% ส่วนผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำก็อาจมีการคิดดอกเบี้ยที่ถูกกว่าคือ MLR – X% นั่นเอง
  2. ดอกเบี้ยแบบ MRR
    MRR เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักจะเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งก็คือลูกค้าส่วนบุคคลรายเล็กๆ ที่ไม่ใช่บริษัทหรือกลุ่มนักธุรกิจนั่นเอง ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะต้องมีประวัติทางการเงินดีและมีความสามารถในการชำระเงินคืนโดยไม่มีปัญหาตามมาในภายหลังด้วย โดยทางธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อก็จะทำการพิจารณาถึงคุณสมบัติของลูกค้ารายย่อยด้วยตัวเอง และนอกจากนี้อัตราดอกเบี้ย MRR ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาต่างๆ แล้วแต่ต้นทุนของธนาคารในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย ซึ่งสินเชื่อที่มีการเก็บดอกเบี้ยแบบ MRR ก็ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น


    คำถาม
    คำตอบ เกี่ยวกับ MRR

    • สามารถคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ย MRR ได้หรือไม่
      อัตราดอกเบี้ย MRR จะมีการปรับขึ้นลงอยู่เสมอ จึงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะปรับขึ้นลงเมื่อไหร่ โดยในบางปีอาจจะไม่มีการปรับเลย หรือในบางปีก็อาจปรับสูงขึ้นจนน่าตกใจเลยทีเดียว นอกจากนี้ความถี่ของการปรับอัตราดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน เช่น สภาวะการแข่งขันของตลาด ต้นทุนของธนาคารและหนี้สินของธนาคาร เป็นต้น
    • การปรับอัตราดอกเบี้ย มีผลกระทบอย่างไรบ้าง
      อัตราดอกเบี้ย MRR ที่มีการปรับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาจะส่งผลโดยตรงต่อค่างวดของสินเชื่อหรือเงินกู้ที่ต้องจ่ายชำระ กล่าวคือหากมีการปรับดอกเบี้ย MRR สูงขึ้นก็จะต้องจ่ายค่างวดที่สูงขึ้นด้วย แต่หากมีการปรับดอกเบี้ย MRR ต่ำลง ก็จะจ่ายค่างวดลดลงไปจากเดิมนั่นเอง ดังนั้นสำหรับลูกค้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบ MRR ก็จะต้องมีการติดตามความเปลี่ยนแปลงของ MRR อยู่เสมอ เพื่อจะได้วางแผนการเงินได้อย่างไม่ติดขัด
  3. ดอกเบี้ยแบบ MOR
    MOR เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์มักจะใช้เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจและผู้ประกอบการรายใหญ่เช่นเดียวกับ MLR แต่ต่างตรงที่จะใช้กับกรณีสินเชื่อประเภทเงินเบิกเกินบัญชีเท่านั้น หรือสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนนั่นเอง
     

    คำถามคำตอบ เกี่ยวกับ MOR

    • ทำไม MOR จึงมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า MLR
      เพราะ MOR เป็นสินเชื่อที่ไม่จำกัดวัตถุประสงค์ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อสามารถเบิกถอนออกไปใช้จ่ายอะไรก็ได้และยังไม่มีความแน่นอนในการเบิกถอนอีกด้วย จึงทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงสูงและต้องเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับการเบิกถอนของลูกค้าสินเชื่อตลอดเวลา ทำให้ต้องคิดอัตราดอกเบี้ย MOR ในอัตราที่สูงกว่า MRI ซึ่งเป็นสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลานั่นเอง ดังคำกล่าวที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง
    • ดอกเบี้ย MOR จะเริ่มคิดเมื่อไหร่
      สำหรับอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ จะเริ่มมีการคิดดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อได้มีการเบิกเงินเกินบัญชีออกไป ซึ่งเบิกเกินออกไปเท่าไหร่ก็จะคิดดอกเบี้ยตามนั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีกำหนดการชำระคืนที่แน่นอนอีกด้วย โดยธนาคารให้อิสระกับลูกค้าที่จะชำระเงินคืนเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งจะแบ่งชำระเป็นงวดๆ หรือจะชำระคืนให้หมดในทีเดียวเลยก็ได้เหมือนกัน

เท่านี้หลายๆ คนก็คงจะเข้าใจเกี่ยวกับดอกเบี้ยทั้ง 3 แบบนี้กันแล้วใช่ไหมเอ่ย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารอาจแตกต่างกันไป ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อจึงควรทำความเข้าใจกับเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารนั้นๆ ให้ดีก่อน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลังนั่นเอง

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ