“ค่าเบี้ยประกันชีวิต สามารถหักลดหย่อนและยกเว้นได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ค่าเบี้ยประกันชีวิตต้องมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และผลประโยชน์ตอบแทนคืนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี แต่ค่าเบี้ยประกันความคุ้มครองอื่น เช่น คุ้มครองสุขภาพ หรือคุ้มครองอุบัติเหตุไม่สามารถหักลดหย่อนได้)”

ข้อความข้างต้น คือ ข้อกำหนดของกรมสรรพกรที่ผู้ที่มีเงินได้และต้องเสียภาษีทราบดี แต่เคยทราบไหมว่า ทำไมรัฐบาลจึงมีนโยบายนี้ออกมา?

คำตอบง่าย ๆ เลย คือ รัฐบาลอยากให้คนไทยมีความคุ้มครองที่สูงขึ้น เชื่อหรือไม่ว่าจากสถิติ หากหัวหน้าครอบครัวคนไทยหนึ่งคนเสียชีวิต จะมีคนยากจนเกิดขึ้นทันที 3 คน (ภรรยาและลูกสอง) แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว จะมีคนรวยเพิ่มขึ้นอีก 3 คน ซึ่งหมายความว่า คนไทยมีทุนประกันเฉลี่ยไม่ถึง 200,000 บาทต่อคน แต่คนญี่ปุ่นมีทุนประกันเฉลี่ย 3,000,000 บาทต่อคน มันต่างกันถึง 15 เท่าเลยทีเดียว

ทำไมทุนประกันชีวิตจึงสำคัญ

อยากให้ลองคิดตามว่า หากวันนี้คุณไม่ได้เอาเงินกลับไปให้คนที่บ้านใช้จ่ายเป็นเวลา 1 วัน มีใครเดือดร้อนไหม? แล้วถ้า 1 เดือน 1 ปี หรือ 10 ปีหละ? ถ้าคำตอบขอบคุณวันนี้คือ “ใช่” เราอยากให้คุณมองทุนประกันเป็นหลักมากกว่าเบี้ย 1 แสนบาทที่นำไปลดหย่อนภาษี

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานและยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ อาจคิดว่าเรื่องทุนประกันไม่สำคัญ เพราะถ้าวันนี้เราหายไปจากโลก พ่อแม่เราก็มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะดูแลตัวท่านเองไปตลอดชีวิต แต่หากมองในทางกลับกันว่า พ่อแม่ได้ลงทุนไปกับตัวเราเท่าไหร่ แล้วหากวันนี้เราจากไปก่อนท่าน เราจะไม่มีอะไรมอบให้ท่านเลยหรือ?

ประกันชีวิต เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อคนข้างหลังที่เรารัก เพื่อไม่ให้เค้าเดือดร้อนหากวันใดวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว แต่หลายคนมักเข้าใจว่า “ถ้าเราไม่ตายก็ไม่คุ้มหนะสิ” การทำประกันไม่อยากให้มองว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่อยากให้มองว่ามันคือการโอนย้ายความเสี่ยงเพื่อให้หมดความกังวลหากมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจะได้มีความเสียหายน้อยที่สุด

เบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท สามารถสร้างทุนประกันได้เท่าไรบ้าง?

อยากให้ทุกคนลองเปิดเล่มกรมธรรม์ของตัวเองดู แล้วหาคำว่า “ทุนประกันชีวิต” ของกรมธรรม์ฉบับนี้จริง ๆ เบี้ยที่คุณจ่าย 100,000 บาท ให้ทุนประกันเท่าไร? 5 ล้าน 1 ล้าน 5 แสน หรือ 1 แสนบาท?

ประกันชีวิตโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ ชั่วระยะเวลา ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ บำนาญ และอาจมีน้องใหม่เพิ่มมาเป็นแบบที่ 5 คือประกันควบการลงทุน ซึ่งจุดประสงค์ของแต่ละคน

  • ชั่วระยะเวลา คือ แบบประกันที่ให้ทุนประกันสูงสุด ในราคาเบี้ยที่ถูกที่สุด เหมาะกับคนที่มีภาระมาก ๆ ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
  • ตลอดชีพ คือ แบบประกันที่ให้ความคุ้มครองที่สูงเช่นเดียวกัน ในราคาเบี้ยที่ถูก และเบี้ยทุกบาททุกสตางค์จะได้กลับคืนแน่นอน คือ เสียชีวิตหรืออยู่ครบสัญญา หากไม่ทำผิดสัญญากรมธรรม์ไปก่อน ซึ่งแบบประกันนี้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่เป็น Key Man
  • สะสมทรัพย์ คือ แบบประกันที่มีทุนประกันชีวิตเกือบเท่ากับเบี้ยประกันที่จ่ายไป แต่จะให้ผลตอบแทนในลักษณะเงินคืน ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่ต้องการ “ออมเงิน” กับผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะประกันแบบสะสมทรัพย์นี้คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดเดียวที่การันตีผลตอบแทนในช่วงระยะเวลานั้น ๆ
  • บำนาญ คือ แบบประกันที่ป้องกันความเสี่ยงในกรณีอายุยืนยาว ดังนั้นแบบประกันนี้จึงให้ผลตอบแทนไม่ดีหากเสียชีวิตเร็ว แต่จะให้ผลตอบแทนที่ดีหากเราอายุยืนยาว
  • ประกันควบการลงทุน (Unit Link) เหมาะกับคนที่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุนเบื้องต้น ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้เอาประกันภัยได้

ดังนั้น การทำประกันชีวิตไม่ควรกำหนดจากการดูดอกเบี้ย แต่อยากให้มองจุดประสงค์หรือแก่นของรูปแบบประกันต่าง ๆ เพื่อทำให้เรามีประโยชน์สูงสุดจากการทำประกัน

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ