เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าหนึ่งในตัวช่วยในการหักลดหย่อนภาษีได้นั้นก็คือ “ประกันชีวิต” และนับว่าเป็นตัวช่วยที่ใช้หักลดหย่อนได้จำนวนที่สูงมากสำหรับคนที่โดนหักภาษีเยอะๆ รวมทั้งได้ผลประโยชน์หลักของประกันชีวิตด้วยการได้รับความคุ้มครองตลอดอายุสัญญาในกรมธรรม์ และเป็นการออมเงินระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุดด้วย ดีแบบนี้เรามาดูกันเลยว่าจะใช้ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? และควรเลือกประกันชีวิตอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

ประกันชีวิตที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้มีอะไรบ้าง…และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เท่าไร?

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมีอยู่หลายประเภท แต่รู้หรือไม่ว่าประกันชีวิตที่สามารถนำเบี้ยประกันมาใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และแบบออมทรัพย์ (ประกันชีวิตแบบทั่วไป)
    ประกันชีวิตประเภทนี้เป็นแบบประกันที่เน้นความคุ้มครองชีวิต และให้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล เบี้ยประกันที่จ่ายไปสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ทุกปี เงื่อนไขของแบบประกันชีวิตแบบทั่วไปที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้

    • (ก) ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (ถ้ามีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะถือว่าผิดเงื่อนไข)
    • (ข) บริษัทผู้รับประกันจะต้องดำเนินกิจการในประเทศไทยเท่านั้น
    • (ค) เงินคืนหรือเงินปันผลของกรมธรรม์ฉบับนั้นในแต่ละปีจะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันในปีนั้น
    • (ง) สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายในแต่ละปีมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
    • (จ) ในกรณีที่มีประกันชีวิตของคู่สมรส สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท (คู่สมรสต้องไม่มีรายได้และเป็นสามีภรรยากันตลอดปีภาษีนั้น
  2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ
    เป็นประกันชีวิตแบบที่บริษัทผู้รับประกันชีวิตจะกำหนดให้จ่ายเงินกับผู้เอาประกันจำนวนเท่าๆ กัน เป็นงวดๆ คืนตามอายุที่กำหนดไว้กับทางบริษัทประกัน เช่น อายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้น เป้าหมายหลักของประกันชีวิตแบบบำนาญนี้เพื่อใช้สำหรับการวางแผน “เกษียณ” เงื่อนไขของแบบประกันชีวิตแบบบำนาญที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้

    • (ก) อายุของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้จะต้องมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
    • (ข) บริษัทผู้รับประกันจะต้องดำเนินกิจการในประเทศไทยเท่านั้น
    • (ค) สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญนี้มาลดหย่อนภาษีได้ตามเบี้ยที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมกันนั้นเมื่อนำเบี้ยประกันมารวมกับเงินที่จ่ายเพื่อซื้อกองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. และกองทุนอื่นๆ (ถ้ามี) รวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
    • (ง) ในกรณีที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบทั่วไป แต่มียอดเบี้ยประกันไม่ครบ 100,000 บาท สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปได้เพื่อให้ครบ 100,000 บาท และส่วนที่เหลือของเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญก็เอามาลดหย่อนในสิทธิของประกันชีวิตแบบบำนาญได้อีก หรือในกรณีที่ผู้เอาประกันไม่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบทั่วไป ก็สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญใช้หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท พูดง่ายๆ ก็คือถ้ามีเฉพาะประกันชีวิตแบบบำนาญ เราก็สามารถนำเบี้ยประกันไปใช้ลดหย่อนในสิทธิลดหย่อนของประกันชีวิตแบบทั่วไปได้สูงสุดถึง 300,000 บาทนั่นเอง

ควรเลือกซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด

แน่นอนว่าการที่เราจะเลือกซื้อประกันชีวิตนั้นเราจะต้องดูถึงความจำเป็นและความต้องการของเราในขณะนั้น ซึ่งในครั้งนี้ความต้องการของเราคือ การต้องการซื้อประกันชีวิตเพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้น จึงควรเลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เงินที่เราต้องจ่ายไปนั้นเป็นภาระในระยะยาว หรือเงินถูกทิ้งไว้นานจนขาดสภาพคล่องทางการเงิน เทคนิคการเลือกซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี คือ

  1. เลือกกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยระยะสั้น เช่น จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี หรือจ่ายเบี้ย 7 ปี คุ้มครอง 15 ปี เป็นต้น (ในกรณีที่เราจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในระยะเวลายาวไปอาจทำให้เป็นภาระเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกี่ยวกับการเงิน เช่น ต้องออกจากงานกะทันหัน ก็เป็นได้)
  2. สำรวจสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีว่าเราเองสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้แค่ไหน ศึกษาและดูเงื่อนไขในรายละเอียดให้ครบถ้วนและรอบคอบที่สุด
  3. เลือกซื้อหรือจ่ายเบี้ยประกันในช่วงรอยต่อของปี เพื่อยืดหยุ่นการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ในกรณีที่มีการกู้ซื้อบ้าน สถาบันการเงินจะต้องให้เราทำประกันเงินกู้ ซึ่งเบี้ยประกันนี้เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้น จะเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เรามีอยู่ แบบนี้เราสามารถโอนสิทธิการลดหย่อนนี้ไปใช้ปีถัดไปได้ด้วยการชำระเบี้ยล่าช้า เช่น ถ้าเราจะต้องจ่ายเบี้ยประกันในเดือนธันวาคมปีนี้ เราก็เอาไปจ่ายเดือนมกราคมปีหน้าแทน ทั้งนี้ เราต้องดูเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันชีวิตให้ละเอียดรอบคอบ เพราะบางบริษัทประกันชีวิตสามารถจ่ายเบี้ยประกันชีวิตหลังจากวันครบกำหนดได้ไม่เกิน 60 วัน แต่บางแห่งก็กำหนดเงื่อนไขไม่เกิน 30 วัน

“ประกันชีวิต” ส่วนใหญ่เน้นไปที่ความคุ้มครองชีวิต และรวมไปถึงการออมทรัพย์เป็นหลัก แต่เมื่อเราจำเป็นต้องเลือกประกันชีวิตเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีแล้ว เราควรจะเลือกและวางแผนคำนวณให้ดีเพื่อให้เราสามารถนำเบี้ยประกันที่เราต้องจ่ายไปเป็นเงินก้อนหนึ่งและเป็นระยะเวลายาวนานให้เกิดความคุ้มค่าตามที่เราต้องการมากที่สุด

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ