ความหมายของ “ประกันที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี” คือ ประกันที่สามารถนำเบี้ยประกันที่ชำระไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งในเมืองไทยมีอยู่ 3 แบบ คือ

  • ประกันชีวิตทั่วไป กรมธรรม์ต้องมีอายุ 10 ปีขึ้นไป เงินคืนระหว่างปีไม่เกิน 20% ของเบี้ยที่ชำระระหว่างปี และเป็นของบริษัทประกันชีวิตที่ทำกิจการในประเทศไทย ซึ่งเบี้ยประกันที่ชำระสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเบี้ยประกันที่ชำระสามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทและต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือ RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท การลดหย่อนประกันบำนาญ 200,000 บาทนี้แยกต่างหากจาก 100,000 บาทของประกันชีวิตเดิม
  • ประกันสุขภาพพ่อแม่ ลูกที่เป็นผู้ชำระเบี้ย (ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิยกเว้น) จะเอาเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ทำให้แก่พ่อแม่ของตนหรือพ่อแม่ของคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อพ่อ หรือ ต่อแม่ พ่อแม่จะเป็นผู้เอาประกัน ซึ่งพ่อแม่จะมีอายุเท่าไรก็ได้ แต่ต้องมีเงินได้พึงประเมินได้ไม่เกิน 30,000 บาท หากลูกหลายคนร่วมกันทำประกันสุขภาพให้พ่อหรือแม่ ก็ให้เฉลี่ยลดหย่อน ตามส่วนที่จ่าย ใครจ่ายมากก็ลดหย่อนมาก

เมื่อเป็นประกันที่ลดหย่อนภาษีได้ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผลประโยชน์ด้านภาษีจะได้เท่ากัน คือ ยิ่งเสียภาษีในอัตราสูงเท่าไร ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่อัตรา 35% เราจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยงจากกรมสรรพากรทันที 35,000 บาท เงินภาษีที่เราได้คืนจากกรมสรรพากรก็เป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุนด้วย

หากมองความคุ้มค่าด้านผลตอบแทน หลายคนมักมองผลประโยชน์ของกรมธรรม์ที่ตัวแทนประกัน หรือผู้แนะนำมักพูดว่าได้กี่ร้อยเปอร์เซนต์ของทุนประกัน ซึ่งเป็นการมองที่ไม่ถูกต้อง เพราะการมองผลตอบแทนของการลงทุนจะต้องมองที่เงินลงทุน ซึ่งกรณีประกันชีวิต คือ เบี้ยที่จ่ายเท่านั้น แต่เนื่องจากประกันชีวิตแต่ละกรมธรรม์มีความแตกต่างกันมากไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครอง เบี้ยที่ชำระ จำนวนเงินคืน ความเร็วของการคืนเงิน ความถี่ของการคืนเงิน อายุกรมธรรม์ ฯลฯ เพราะแม้จะให้เงินคืนเท่ากัน ประกันใดที่จ่ายเงินคืนเร็วกว่าย่อมดีกว่า ทำให้ไม่สามารถนำจำนวนเงินคืนมาเทียบกับเบี้ยประกันของแต่ละกรมธรรม์ได้ตรง ๆ เพราะมีเรื่องของมูลค่าเงินตามเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การจะเทียบผลตอบแทนของเบี้ยที่ชำระว่าประกันไหนคุ้มค่ากว่ากันในทางวิชาการจึงต้องใช้วิธีการวัดผลตอบแทนด้วย IRR (Internal Rate of Return)  ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ในการคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเบี้ยที่ชำระว่าจะได้รับต่อปีกี่ % โดยเอาเรื่องมูลค่าเงินตามเวลาเข้ามาคิดด้วยแล้ว ถ้าประกันตัวไหนมี IRR มากกว่า ประกันตัวนั้นก็ให้ผลตอบแทนบนเบี้ยที่ชำระมากกว่า

แต่ประกันชีวิตที่ให้ IRR มากกว่าก็ไม่ใช่ประกันที่คุ้มกว่า เพราะ IRR เป็นการมองผลตอบแทนบนเบี้ยที่ชำระเพียงอย่างเดียว แต่ประกันชีวิตที่เราซื้อ เราต้องการประโยชน์มากกว่าผลตอบแทน เช่น ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพื่อให้ลูกหลานได้ผลประโยชน์จากกรมธรรม์ เป็นมรดกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนยามที่ผู้เอาประกันไม่อยู่ หรือความมั่นคงของเงินได้ยามเราเกษียณ หรือ สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ฯลฯ

ดังนั้น การจะพิจารณาว่า ประกันแบบไหนลดภาษีคุ้มค่ากว่า หากมองสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ ประกันทั้ง 3 แบบถือว่าคุ้มเท่ากัน เพราะภาษีที่ได้คืนนั้น เทียบเท่ากับเบี้ยที่จ่ายเท่ากันทุกแบบ กล่าวคือ เท่ากับอัตราภาษีขั้นสูงสุดที่ชำระ

แต่หากจะมองความคุ้มค่าของผลประโยชน์ของกรมธรรม์ ก็ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการซื้อประกัน ประกันไหนที่ตอบโจทย์ได้ตรงกว่าและมากกว่าบนเบี้ยที่เท่ากัน ประกันตัวนั้นก็ย่อมคุ้มค่ากว่า

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ