เมื่อพูดถึงประกันชีวิต เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้วว่า เป็นรูปแบบการออมเงินอย่างหนึ่ง ซึ่งเงินออมดังกล่าวนี้จะมีผลต่อเมื่อผู้ทำประกันชีวิตรายนั้นเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทของผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินสินไหมทดแทน ซึ่งเงินสินไหมทดแทนนั้นก็คือเงินที่ผู้ทำประกันชีวิตได้จ่ายให้กับประกันไปในแต่ละงวดนั่นเอง

ประกันชีวิต

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ใครหลาย ๆ คนต่างขนานนามสิ่งที่เรียกว่าประกันชีวิตว่า “เป็นสิ่งที่คนทำไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนคนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ไม่ได้ทำ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดูสิทธิประโยชน์ของประกันชีวิตแต่เพียงผิวเผิน ยิ่งพอเกิดสถานการณ์การถูกขายประกันชีวิตอย่างไม่พึงประสงค์ด้วยแล้ว จึงทำให้ผู้ที่มองว่าตนเองมีสมบัติมากอยู่แล้ว ไม่คิดที่จะทำประกันชีวิตเอาไว้ ส่วนผู้ที่มีเงินน้อยอยู่แล้ว ก็ไม่คิดที่จะทำประกันชีวิตอีกเหมือนกัน เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้จากการเสียเงินปีละจำนวนมาก ๆ ให้แก่บริษัทประกัน เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะมาแก้ไขข้อสงสัยกันว่า การทำประกันชีวิตเป็นพฤติกรรมที่ “คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ” จริงหรือเปล่า แล้วค่อยมาตัดสินกันอีกทีว่า เราควรทำประกันชีวิตเก็บไว้สักกรมธรรม์ดีหรือไม่

ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันชีวิตกันดูก่อน ซึ่งประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์มาให้เลือกในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  1. ประกันแบบที่เน้นความคุ้มครองชีวิต ประกันภัยลักษณะนี้เป็นรูปแบบที่ให้ความคุ้มครองชีวิตเพียงอย่างเดียว พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ทำประกันต้องตายเท่านั้น ทายาทจึงจะได้รับเงินค่าสินไหมทนแทน เว้นเสียแต่ว่าผู้ทำประกันจะสามารถจ่ายเงินปิดเบี้ยกรมธรรม์ทั้งหมดได้สำเร็จ จึงจะมีสิทธิเวนคืนกรมธรรม์เพื่อนำเงินออกมาใช้ หากยังจ่ายเบี้ยประกันไม่หมด ย่อมไม่มีสิทธิเวนคืนกรมธรรม์ หรือมิฉะนั้น ผู้ทำประกันจะต้องมีอายุยืนยาวจนเลยจากช่วงอายุที่มีการกำหนดไว้ในกรมธรรม์ จึงจะมีสิทธิขอเงินคืน อย่างไรก็ตาม กระบวนการการขอเงินคืนจากการทำประกันประเภทนี้เรียกได้ว่ายุ่งยากพอสมควร ประกันลักษณะนี้จึงเหมาะสำหรับผ่อนส่งตลอดชีพเพื่อเก็บเงินไว้ให้ทายาทหลังจากตายแล้วเสียมากกว่า
  2. ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันในลักษณะนี้ เป็นประกันที่เน้นเพื่อการออมเงิน มีรูปแบบกรมธรรม์ที่หลากหลาย เช่น เน้นออมจนถึงวัยเกษียณ ออมเงินภายในระยะเวลา….ปี เมื่อครบกำหนดตามที่กรมธรรม์ระบุไว้แล้ว ผู้ทำประกันสามารถนำเบี้ยประกันออกมาใช้งานได้ ประกันลักษณะนี้จึงเป็นประกันที่ผู้ทำสามารถนำเงินออกมาใช้ได้ แม้จะยังไม่ตายก็ตาม
  3. ประกันแบบที่เน้นคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ ประกันลักษณะนี้เป็นประกันที่เน้นคุ้มครองอุบัติเหตุ หรือโรคภัยไข้เจ็บแบบเป็นกรณี ๆ ไป เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันโรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งประกันชนิดนี้จะแตกต่างจากประกันชนิดอื่น ๆ นั่นคือ จะให้ผลต่อเมื่อผู้เอาประกันประสบอุบัติเหตุ หรือเป็นโรคตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เท่านั้น จะไม่คืนเงินค่าเบี้ยประกันให้เมื่อครบสัญญาแล้ว แม้ว่าผู้เอาประกันจะไม่เคยเคลมประกันแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม
  4. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน ประกันลักษณะนี้จะเป็นประกันที่ชีวิตที่นำมาผสมผสานกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม ทางบริษัทประกันจะนำเบี้ยประกันส่วนหนึ่งไปลงทุนแล้วจัดการบริหารให้

เมื่อดูจากประเภทของประกันชีวิตในแบบต่าง ๆ แล้ว จึงทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า ผลประโยชน์ของประกันชีวิต สามารถนำมาใช้งานได้โดยที่ผู้ทำประกันไม่จำเป็นต้องตายก่อน โดยเฉพาะในประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งสามารถนำผลประโยชน์มาใช้ได้หลังจากครบกำหนดสัญญาแล้ว ส่วนประกันชีวิตแบบควบการลงทุน แม้ผู้เอาประกันจะไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากเบี้ยประกัน แต่ก็มีสิทธิจะได้รับผลประโยชน์จากการลงทุน ซึ่งบริษัทประกันเป็นผู้บริหารให้ แต่อาจยกเว้นประกันชีวิตแบบที่ 1 ซึ่งผู้ทำจะต้องตายก่อนจึงจะได้รับผลประโยชน์จากประกันชนิดนี้ หรือไม่ก็ต้องมีอายุยืนยาวกว่าที่กรมธรรม์กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ประกันแบบที่ 1 ก็มีผลพลอยได้ให้แก่ผู้เอาประกัน ด้วยค่าเบี้ยที่ถูกกว่าประกันชนิดอื่น ๆ

ที่มา : Shopsmart Finance