“ลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่” คำเปรียบเทียบนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะนอกจากจะเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดีแล้ว สิ่งใดที่มีคุณค่าสำหรับลูก คนเป็นพ่อแม่ก็ไม่ลังเลที่จะสรรหามาให้เสมอ ทว่ายุคปัจจุบัน การมีลูกอาจเป็นเรื่องที่พ่อแม่สมัยใหม่คิดหนักอยู่บ้าง เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับค่อนข้างสูง นับตั้งแต่การตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นค่าฝากครรภ์ ค่าทำคลอด ค่าวัคซีน ค่านม ค่าอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ค่าพี่เลี้ยง และค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ รวมไปถึงรายจ่ายอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต อาทิ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก้อนใหญ่สำหรับการเล่าเรียนต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลานับ 20 ปี ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนจบการศึกษาระดับปริญญา เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเลี้ยงดูลูกอย่างชาญฉลาด ผู้เป็นพ่อแม่ยุคใหม่จึงควรสร้างหลักประกันในวันข้างหน้า เพื่อความอบอุ่นใจและความมั่นคงของครอบครัว

ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับตอบโจทย์ข้างต้นคือ “การทำประกันชีวิต” ทั้งในส่วนที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ตนเองและส่วนที่ทำให้ลูกน้อย ลองมาดูกันสักหน่อยไหมว่า มีประกันชีวิตรูปแบบใดบ้างที่จะช่วยโอบอุ้มคุ้มครองคุณและลูก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับชีวิต

  • การทำประกันให้ลูก

คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนลดทอนหรือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ด้วยการซื้อประกันชีวิตสำหรับเด็กเตรียมไว้ให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด เพราะเป็นช่วงอายุที่ยังไม่มีรายได้และกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ปัญหาสำคัญของช่วงวัยนี้โดยมากคือปัญหาทางสุขภาพ จึงขอแนะนำให้พิจารณากรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งพ่วงสัญญาเสริมเป็น “ประกันสุขภาพ” สำหรับลูกน้อย เพื่อลดภาระด้านค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ในหรือคนไข้นอก ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับอายุ เช่น หากเป็นเด็กทารกจนถึง 5 ปี ค่าเบี้ยประกันจะสูงที่สุด เพราะเป็นวัยที่มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างน้อยจึงเจ็บป่วยได้ง่าย แต่หากเป็นเด็กโตขึ้นหน่อย ค่าเบี้ยประกันจะย่อมเยาลง อย่างไรก็ตาม การประกันสุขภาพแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณารีบทำตั้งแต่เนิ่น ๆ ขณะที่ลูกยังเล็กเพราะหากมีผลบันทึกการรักษากับโรงพยาบาลแล้ว เมื่อจะทำประกันอาจถูกปฏิเสธหรือยกเว้นการประกันเฉพาะโรคได้

ประกันอีกอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพลาดคือ “ประกันอุบัติเหตุ” ซึ่งนอกจากลูกจะได้รับความคุ้มครองเมื่อประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าเล็กน้อยหรือรุนแรงแล้ว กรมธรรม์ยังคุ้มครองผู้ส่งเบี้ยประกันคือตัวพ่อแม่ด้วย จึงมั่นใจได้ว่า หากคุณเป็นอะไรไป บริษัทประกันจะดูแลลูกรักของคุณต่อไปเหมือนเดิม

สำหรับหลักการเลือกทำประกันนั้น ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นในแง่ของการคุ้มครองลูกรักครบทุกด้าน อาทิ คุ้มครองชีวิต คุ้มครองสุขภาพ ดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วย และดูแลเมื่อประสบอุบัติเหตุ รวมทั้งควรมีแผนซึ่งเน้นการออมเงินเพื่ออนาคตการศึกษา ไปจนถึงการคุ้มครองผู้ชำระเบี้ยประกันภัยด้วย เพื่อให้ลูกรักได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับคุณ ไม่ว่าจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อควรพิจารณารายละเอียดประกันภัย ระยะเวลาความคุ้มครองและระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

  • การทำประกันให้ตนเอง

นอกจากลูกอันเป็นที่รักยิ่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ควรวางแผนเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตด้วยการพิจารณาทำประกันให้แก่ตนเองด้วย รูปแบบประกันชีวิตที่ขอแนะนำคือ “การทำประกันแบบสะสมทรัพย์” เพราะหากคุณเสียชีวิตหรือทุพพลภาพจนขาดรายได้ ก็ยังมีหลักประกันไว้ให้ลูก ทั้งสบายใจได้ว่า จะมีเงินก้อนจากทุนประกันสำหรับส่งเสียให้ลูกสามารถเล่าเรียนจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา สิ่งสำคัญคือ ประกันชีวิตรูปแบบนี้จะได้รับประโยชน์ถึง 3 ต่อ ได้แก่ ต่อแรก คุ้มครองชีวิตผู้เอาประกันด้วยทุนประกัน ต่อที่ 2 จะได้รับเงินออมคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา และต่อที่ 3 ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีค่าเบี้ยประกันชีวิต

สรุปได้ว่า หน้าที่สำคัญของคนเป็นพ่อและแม่คือมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูก รูปแบบการทำประกันที่นำเสนอดังกล่าวข้างต้น คงพอเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เลือกทำประกันชีวิตตามความเหมาะสม อย่างน้อยความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงทางใจที่ได้รับ ย่อมคุ้มค่ามากกว่าเบี้ยประกันที่เสียไปแน่นอน

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ