ยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็ไม่พ้นต้องเจอผู้คนมาเสนอประกันชีวิตมากมาย ที่น่าแปลกคือทุกข้อเสนอนั้น ตัวแทนประกันก็บอกว่าเหมาะกับเราเป็นที่สุด ใช้ศัพท์ที่มนุษย์ธรรมดาเข้าถึงยาก ปราศจากความชัดเจน ครั้นจะเดินหนีก็มีมาใหม่เรื่อย ๆ แต่จะไม่ทำเลยก็กลัวว่าวันหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แล้วอย่างนี้จะเลือกประกันเจ้าไหนที่สามารถคุ้มครองตัวเรากันล่ะ ลองมาอ่านบทความนี้ดูสิ จะได้รู้ว่าประกันชีวิตมีกี่แบบ และเราควรจะเลือกแบบไหนดี

  1. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) คือ ประกันชีวิตที่คุ้มครองระยะสั้นเพียงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เราสามารถเลือกช่วงเวลาในการจ่ายเบี้ยและรับการคุ้มครองได้เองตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 5 ปี 10 ปี เป็นต้น ขอดีของประกันชนิดนี้คือ เราสามารถเลือกระยะเวลาคุ้มครองได้เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่ข้อเสียคือ ไม่มีมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ เพราะเบี้ยประกันเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี อารมณ์คล้าย ๆ ประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพ กล่าวคือ เมื่อหมดเวลาคุ้มครองก็จำเป็นต้องซื้อกรมธรรม์ใหม่ เหมาะกับอาชีพที่มีความเสี่ยง เดินทางบ่อยหรือไปในที่ที่อันตราย หรือซื้อเพื่อเป็นส่วนเพิ่มจากประกันชีวิตที่มีอยู่แล้ว
  2. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) คือ ประกันชีวิตประเภทคุ้มครองระยะยาว ต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง คือ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือมากกว่านั้นตามกรมธรรม์ แต่ให้การคุ้มครองตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี แล้วแต่กรมธรรม์ ประกันชนิดนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีเงินคืนให้ ข้อดีของประกันแบบนี้คือ จ่ายเบี้ยประกันไม่สูงนัก คุ้มครองนาน เหมาะกับอาชีพอิสระ หรือผู้ที่ต้องการวางแผนสร้างมรดกให้แก่ลูกหลาน แต่ข้อเสียก็คือ ไม่มีเงินคืน หากต้องการเงินคืนเป็นก้อนใหญ่ต้องปิดกรมธรรม์ และเวนคืนมูลค่าเงินสด
  3. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) คือ ประกันชีวิตที่ช่วยในการออมเงินคล้าย ๆ กับแบบสะสมทรัพย์ (จะพูดในข้อต่อไป) แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้มีจุดประสงค์ออมเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งมีข้อแม้ว่าจะต้องออมอย่างต่อเนื่องจนเกษียณ ตอน 55 ปี 60 ปี หรือ 65 ปี ตามกรมธรรม์ และเมื่อเกษียณจะมีเงินคืนจากแบบประกันทุก ๆ ปี ไปจนกระทั่งอายุ 85 หรือ 90 ปี จุดเด่น คือ ทราบจำนวนเงินที่แน่นอน สามารถวางแผนชีวิตหลังเกษียณได้ ได้ผลตอบแทนชัดเจนและสร้างวินัยในการออม ให้ผลตอบแทนที่ยาวนาน ส่วนจุดด้อย คือ เมื่อเทียบกับทุนประกันที่เท่ากัน ผลตอบแทนจะน้อยกว่า เหมาะสำหรับอาชีพที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะถึงผลตอบแทนจะน้อย ทว่ามีความมั่งคงและได้ผลตอบแทนที่แน่นอน
  4. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) คือ ประกันชีวิตที่ช่วยในการออมเงินดังเช่นที่เราคุ้นเคย (ธนาคารส่วนใหญ่จะแนะนำประกันแบบนี้) โดยประกันชีวิตชนิดนี้มีทั้งแบบระยะสั้น กลาง ยาว ตั้งแต่ 3 ปี ยาวไปจนถึง 35 ปีก็มี ข้อดีของประกันชีวิตแบบนี้คือ เป็นการออมที่ผลตอบแทนและเงินเป้าหมายชัดเจน ปราศจากความเสี่ยงใด ๆ เป็นการบังคับให้เราออมเงินโดยอัตโนมัติ เลือกเวลาได้ยืดหยุ่นกว่าประกันชีวิตแบบบำนาญ แต่ข้อเสียคือ ผลตอบแทนที่ได้ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับแบบประกันอื่น ๆ ที่จ่ายเบี้ยประกันเท่ากัน จึงไม่เหมาะกับการทำเพื่อการคุ้มครอง อีกทั้งผลตอบแทนจากการออมก็น้อยกว่าประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่สามารถถอนเงินจากกรมธรรม์ได้ เหมาะสำหรับอาชีพพนักงานบริษัท หรือผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อใช้ในช่วงชีวิตตามเวลาที่ต้องการ

นอกจากประกันทั้ง 4 แบบที่แนะนำนั้น ยังมีแบบ ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link) หรือประกันชีวิตที่นำเบี้ยส่วนหนึ่งของเราไปลงทุนในกองทุนรวม และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันรูปแบบอื่น ๆ แต่แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่จะเสียทุนประกันด้วย ซึ่งในกรณีนี้ แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเสียก่อน
จะเห็นได้ว่า ประกันชีวิตมีให้เลือกมากมาย ฉะนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองตามช่วงชีวิตและรายได้ที่มี เพราะการทำประกันที่เกินตัวหรือมากกว่ารายได้ที่มีนั้น มีโอกาสที่เราจะเสียเงินแบบไม่ได้อะไรเลย เลือกปรึกษาตัวแทนที่ไว้ใจได้และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะตัดสินใจเลือก เพียงเท่านี้ เราก็สามารถลดความเสี่ยงและไม่ถูกใครหลอกง่าย ๆ อีกด้วย

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ