ไม่รู้ว่าช้าไปหรือเปล่าหากจะถามมนุษย์เงินเดือนทุก ๆ ท่านว่า อยากมีอิสรภาพทางการเงินไหม? เพราะเชื่อว่ายุคสมัยนี้ ไม่ว่าใครก็ฝันที่จะอยู่เหนืออำนาจเงินทั้งนั้น อยากอยู่บ้านเฉย ๆ ให้เงินทำงานแทน ดอกผลเพิ่มพูน อยู่ดีกินดี แต่เรื่องแบบนี้มนุษย์เงินเดือนบางคนก็กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะมนุษย์เงินเดือนรายได้น้อย รายจ่ายสูง ภาษีก็เยอะ หักนั่น หักนี่ จิปาถะ เงินประกันสังคมที่ถูกหักไปในแต่ละเดือน กว่าจะได้เงินก้อนคืนก็โน่น ตอนที่อายุปาไป 55 – 60 ปี ต่อให้ใช้เงินจำกัดจำเขี่ยอย่างไร ประหยัดมากแค่ไหน ก็ดูจะไร้หนทางแห่งอิสรภาพที่นึกฝันเอาไว้ ใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกิน มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงจะเริ่มสนใจเกี่ยวกับโอกาสการมีอิสรภาพทางการเงินแล้วใช่หรือไม่ วันนี้เราจะมาแตกประเด็นนี้เพื่อพูดคุยและบอกต่อกัน

ก่อนที่จะเถียงกันว่า อิสรภาพทางการเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น เรามาทำความเข้าใจกับคำว่าอิสรภาพการเงินกันเสียก่อน

อิสรภาพการเงินคืออะไร? บางคนก็บอกว่า หมายถึง การมีเงินเยอะ ๆ -น่าจะใช่, บางคนบอกว่า หมายถึง การไร้ความกังวลเกี่ยวกับเงิน –อันนี้น่าคิดนะ, บางคนก็กล่าวว่า คือ การมี Passive Income –ฟังดูเท่และยิ่งใหญ่ ก็สุดแล้วแต่จะว่ากันไป แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินให้ทรรศนะว่า อิสรภาพการเงิน (Financial Freedom) คือ ชีวิตที่สามารถอยู่อย่างอิสระในแบบที่เราต้องการโดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องเงิน (ใครถูกบ้างยกมือ)

ถ้าอย่างนั้นถามต่อว่า มีเงินเท่าไรจึงเรียกว่ามีอิสรภาพการเงิน? 1 ล้าน, 10 ล้าน, 100 ล้าน พอมีตัวเลือกแบบนี้ หลายคนเลือกทางสายกลาง 10 ล้าน แบบไม่โลภ อีกคนบอก 10 ล้านจามสามทีก็หมดแล้ว ดูสามล้อถูกหวย 20 ล้าน ยังเกลี้ยงเลย จัดมา 100 ล้าน!

ถามต่ออีก ถ้ามี 10 ล้าน หรือ 100 ล้านจะเอาไปทำอะไร? อันนี้ง่ายเลย ซื้อทุกอย่าง แบ่งไปลงทุนเพื่อสร้างเงิน ออมเงินเพื่ออนาคตลูก ซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง แบ่งไปท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ลงทุนในความรู้ 10 % มาตามสูตรคนรวยเป๊ะ ทุกคนมีอิสรภาพการเงินกันแล้ว… แต่ลองกลับมาดูความจริงตรงหน้า เงิน 10 ล้าน 100 ล้านอยู่ไหน ..ไม่มี .. แล้วแบบนี้จะมีอิสรภาพการเงินได้อย่างไร โอกาสในการมีอิสภาพการเงินริบหรี่ ถ้าทั้งชีวิตต้องหาเงินมากมายขนาดนั้น

ถ้าอย่างนั้นมาดูสูตรของอิสรภาพการเงินกัน

ขั้นแรกอยู่ที่เป้าหมาย วันนี้เราตั้งเป้าหมายเกินความจำเป็นหรือเปล่า 10 ล้าน เอาไปทำไม มีความจำเป็นต้องใช้ขนาดนั้นหรือ ถ้ามีก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับมาว่ากัน กลับไปดูความหมายของอิสรภาพการเงินกันอีกครั้ง แล้วถามตัวเองใหม่ว่า เราต้องการเงินเท่าไรถึงจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน สูตรที่ใช้ในการวางเป้าหมาย คือ เงินใช้จ่ายน้อยกว่า 55 % ของรายได้ เฮ้ย! แค่นี้จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้น เรามีเงินเดือน 10,000 บาท ถ้าเราใช้จ่ายเพียง 5,500 บาท เราก็มีอิสรภาพการเงินละซิ? คำตอบคือใช่ ถ้าคุณใช้แค่ 5,500 บาทจริง ๆ คุณก็ไม่ต้องกังวล หากคุณสบายใจ คุณก็หลุดพ้นจากอำนาจเงิน สูตรง่าย ๆ อีก 45 % ที่เหลือก็สามารถนำไปซื้อประกัน ออมเงิน ลงทุน ดังนั้น จำนวนเงินไม่สำคัญเท่ากับความจริงของชีวิตเรา ใช้เวลานั่งวิเคราะห์ตนเองให้ดี ว่าความจริงแล้วเราต้องการเงินใช้ต่อเดือนเท่าไร เมื่อได้ตัวเลขที่ถูกต้อง ทางเดินของเราก็จะไม่ลำบาก เมื่อใดทำได้ถึงขั้นที่ต้องการ จะกี่ล้านต่อไปก็ทำได้อยู่แล้ว เพราะเรามีกระบวนการ เราฝึกฝนการใช้จ่าย ขัดเกลาความคิด เมื่อนิสัยพร้อม เงินกี่ล้านก็หาได้ ต่างกับสามล้อถูกหวยที่ไม่เคยมีการวางแผน เหมือนถังรั่วที่มีน้ำเติมมาเท่าไรก็ไหลหายไปอยู่ดี ท่องไว้นะ ถ้าตั้งเป้าไว้ทันทีว่า 10 ล้าน 100 ล้าน หรือเกินตัวเกินไป (เพราะบางคนเขาหาเงินล้านได้ 10 ล้าน อาจเรื่องเล็ก) นั่นคือหลุมพรางและเป็นการทำลายกำลังใจตนเอง ลองคิดดูสิ!! วางเป้าหมายไว้ 100 ล้าน แต่ในสมุดบัญชีมี 700 บาท จะท้อไหมละ?!

ข้อที่สอง เมื่อได้เป้าหมายแล้วก็วางแผน คำนวณดูว่ารายได้ของเราขาดจากเป้าหมายรายเดือนของเราเท่าไหร่ เช่น คำนวณว่าเดือนหนึ่ง เราใช้เงินไม่เกิน 40,000 บาท แต่รายรับเรามีแค่ 30,000 บาท แบบนี้เราจะทำอย่างไร ข้อนี้ใช้สูตรนี้ มี 2 ตัวเลือกให้เลือก ระหว่าง ลดค่าใช้จ่ายลงให้พอดีกับรายได้ ไม่อย่างนั้นก็ หารายได้เพิ่ม แค่นั้นเอง ลองพิจารณาว่าเราลดค่าใช้จ่ายตรงไหนได้บ้าง หากลดได้ก็ลด วางแผนการซื้อหรือใช้จ่ายให้รัดกุมแล้วเดินตาม ไม่อย่างนั้นก็หารายได้เพิ่ม แนะนำให้เริ่มจากงานที่ไม่ต้องลงทุน หรือลงทุนไม่มาก ความเสี่ยงน้อย เช่น รับจ้างทำงานตามที่ตนถนัดอยู่แล้ว รับสอนงานให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ รับเขียนบทความออนไลน์ต่าง ๆ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ทำทั้งสองวิธีนั่นแหละ

ข้อที่สาม หัดออม เมื่อหารายได้พอเพียง สิ่งต่อมาคือ อดออม ครับ อันนี้ไม่ยาก เราถูกสอนมาตั้งแต่อนุบาล เริ่มจากออมตามจำนวนที่เราพอจะออมได้ ต่อมาก็ขยับขยายออมตามรายได้ที่เรามี 10% หรือมากกว่านั้นก็ว่ากันไป ข้อนี้ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องออมเท่าไร แต่ให้ออมทันที!

ข้อที่สี่ สุดท้ายง่ายมาก (ก็มีเงินแล้วนิ) มองหาช่องทาง ลงทุน หาความรู้ ลงทุนในหุ้น พยายามสร้าง Passive Income ให้เงินทำงานตามที่เราเคยรู้มา ซื้อทรัพย์สินให้เช่า ทำทรัพย์สินทางปัญญา ออมกองทุน หรือเรียนรู้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เราไม่ต้องทำเต็มเวลา เพื่อให้เงินออมที่เรามีหรือทรัพย์สินที่เราสร้างมาสามารถครอบคลุมรายได้ที่เราต้องใช้ ข้อนี้ต้องใช้เวลา ความพยายาม และความเชี่ยวชาญ เพราะเมื่อใดที่เครื่องมือเหล่านั้นทำงานสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย เมื่อนั้นอิสรภาพการเงินก็ย่อมเป็นของเราได้ไม่ยาก

มาถึงตรงนี้ อาจมีหลายคนเคลือบแคลงใจว่า มันจะเป็นอิสรภาพการเงินได้อย่างไร เพราะอย่างไรเสียก็ยังต้องทำงาน ต้องลงไปดูแลหรือควบคุมไม่มากก็น้อยทั้งนั้น ไม่เห็นเหมือนอิสรภาพการเงินที่เคยรู้มาก่อนเลยที่ว่า นอนอยู่บ้านให้เงินสร้างเงิน ตรงนี้อยากให้ปรับความคิดเสียใหม่ว่า ไม่มีงานใดบนโลกนี้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วจะได้เงินมา นอกเสียจากว่าคุณมีเงินมากพอจนไม่ต้องทำอะไรเลยต่างหาก แต่เท่าที่เห็น คนรวยที่มีทรัพย์สินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ทำไมพวกเขาก็คงยังทำงานอยู่ แถมทำงานหนักกว่าคนจน ๆ เสียด้วยซ้ำ บางคนทำมากกว่าก่อนมีอิสรภาพการเงินเสียอีก ฉะนั้น อิสรภาพการเงินไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำงาน แต่แปลว่า เราสามารถทำอะไรเท่าที่อยากทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินต่างหาก เพราะงานที่ทำสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ยิ่งมีคุณค่ามาก ยิ่งหาเงินได้มาก ส่วนคนที่ฝันว่าไม่ต้องทำอะไรเลยนั้น ไม่ได้แปลว่าฝันยิ่งใหญ่แต่อย่างใด แค่คนขี้เกียจธรรมดาก็เท่านั้นเอง

โอกาสสำหรับพวกเราชาวมนุษย์เงินเดือน (หรือจะมนุษย์ไหน ๆ) ถ้าลองตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง เดินตามแผนที่วางไว้อย่างมีวินัย ขยัน อดออมและหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ว อิสรภาพการเงินย่อมมากองอยู่ตรงหน้า แค่ตอบให้ได้ว่า อิสรภาพการเงินของคุณ หน้าตาเป็นอย่างไร…