ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนหลายคนเริ่มรู้จักการเก็บออมเงินในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี หากมีเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องจำเป็นใด ๆ ก็สามารถเอาเงินที่เก็บออมไว้มาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องไปขอยืมใคร ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้ผู้เก็บออมเงินเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสบายใจอีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนทางการเงิน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะลำพังค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รายเดือนก็เกือบจะสูงเท่ากับเงินเดือนอยู่แล้ว เหลือแค่พอให้กินให้ใช้เท่านั้น บางเดือนยังติดลบอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเราจะมาแนะแนวทางในการจัดการค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จะได้นำไปประยุกต์เป็นแนวทางของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

ค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายแบบรายเดือน

เริ่มต้นกันในส่วนของการคำนวณออกมาก่อนว่า แต่ละเดือนนั้นคุณมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำจริงๆ เท่าไร เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าประกันชีวิต เพื่อที่คุณจะได้เอามาหักลบกับเงินเดือนของคุณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ ซึ่งเราจะยกตัวอย่างให้ดู 2 ตัวอย่าง คือ

  • นาย A มีเงินเดือน 15,000 บาท มีค่าใช้จ่ายรายเดือนแบบประจำ 6,000 บาท คิดเป็น 40% ของเงินเดือน
  • นาย B มีเงินเดือน 25,000 บาท มีค่าใช้จ่ายรายเดือนแบบประจำ 12,500 บาท 50% ของเงินเดือน

เมื่อคำนวณออกมาในลักษณะนี้แล้ว เราก็จะรู้ว่าเงินเดือนยังเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้นำไปบริหารต่อในส่วนถัดไป (สัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดในส่วนนี้ คือไม่ควรเกิน 50% )

ค่าใช้จ่ายไม่ประจำที่ต้องจ่ายแบบรายเดือน

เงินส่วนนี้ คือส่วนที่แต่ละคนนำไปใช้เพื่อบำรุงความสุข และความต้องการของตัวเองเป็นหลัก อาจจะมีบางครั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นบ้าง เช่น การทานอาหารนอกบ้าน การไปเที่ยวหรือสังสรรค์ยามค่ำคืน การช้อปปิ้งซื้อของเข้าบ้าน ซึ่งแต่ละเดือนจะมีราคาที่แตกต่างกันไปตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

  • นาย A มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ประจำส่วนนี้ 4,000 บาท คิดเป็น 26% ของรายได้ เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายประจำ เท่ากับ 66% ของเงินเดือน ยังเหลือเงินเดือนอีก 34%
  • นาย B มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ประจำส่วนนี้ 2,500 บาท คิดเป็น 10% ของรายได้ เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายประจำ เท่ากับ 60% ของเงินเดือน ยังเหลือเงินเดือนอีก 40%

เนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มักจะไม่ค่อยเท่ากันในแต่ละเดือน จึงอาจจะทำให้ยากต่อการคำนวณ เพราะฉะนั้นจึงควรมีการจำกัดเงินในส่วนนี้ให้เท่ากันทุกเดือน เพื่อจะได้มีเงินเหลือเก็บมากยิ่งขึ้น และสามารถวางแผนทางการเงินได้ง่ายกว่าเดิม โดยสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดในส่วนนี้ คือไม่ควรจะเกิน 20%

ค่าใช้จ่ายเพื่อการการเก็บออมในอนาคต

และเงินในส่วนนี้ คือส่วนที่ควรมีการแบ่งไปใช้เพื่อการเก็บออมหรือการสร้างอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินไปฝากในบัญชีธนาคาร การนำไปลงทุนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การฝากประจำ การซื้อพันธบัตรรัฐบาล การลงทุนในกองทุนรวม การลงทุนในหุ้น ไปจนถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยสัดส่วนที่เหมาะสมก็คือ 30% ของเงินเดือนทั้งหมด

  • กรณีของนาย A มีเงินเดือน 15,000 บาท ควรแบ่งมาใช้ในส่วนนี้ประมาณ 4,500 บาท
  • กรณีของนาย B มีเงินเดือน 25,000 บาท ควรแบ่งมาใช้ในส่วนนี้ประมาณ 7,500 บาท

มีข้อแนะนำในส่วนนี้อีกเล็กน้อยคือ ควรแบ่งเงินสดเก็บไว้ในบัญชีธนาคารทั่วไป เพื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือเป็นเงินสำรองอย่างน้อย 5-10% เพราะหากนำไปเก็บออมด้วยการลงทุนหมด เมื่อมีปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือมีเหตุจำเป็นฉุกเฉินที่จะต้องใช้เงินขึ้น การเอาเงินออกมาจากการลงทุน อาจทำให้เกิดการขาดทุนในส่วนนั้นๆ ได้

กลยุทธ์ในการจัดการค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือนออกมาในรูปของเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เข้าใจง่ายและทำตามได้ง่ายแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองให้จัดการค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายไม่ประจำที่อาจจะพลาดไปกับสินค้าลดราคา และสินค้าจัดโปรโมชั่นมากมาย เราจึงขอเพิ่มเติมกลยุทธ์ที่จะช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการมากยิ่งขึ้น

  1. แบ่งเงิน 20% ออกมาจากเงินเดือน
    ไม่ว่าคุณจะได้รับเงินเดือนด้วยวิธีใดก็ตาม ให้แยกเงิน 20% นี้ออกมาจากเงินเดือนมาถือไว้เป็นเงินสดเลย และกำหนดให้ตัวเองใช้เงินเพียงเท่านั้นในแต่ละเดือน หากใช้เงินเกิน ก็ให้ไปหักของเดือนต่อ ๆ ไป แต่ถ้าเหลือใช้ ก็สามารถเก็บไว้ใช้เดือนต่อไป หรือจะเก็บไว้ซื้อของขวัญพิเศษให้กับตัวเองก็ได้
  2. เลือกใช้แอพพลิเคชั่นทางการเงิน
    เช่น อินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง (Internet Banking) เพื่อให้เป็นผู้ดูแลจัดการค่าใช้จ่ายประจำ (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯ) ให้กับคุณโดยตรง ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา ประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะ นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายประจำแล้ว ยังสามารถตั้งค่าแอพพลิเคชั่น ให้จัดสรรเรื่องของเงินเพื่อการเก็บออม 30% ไว้ต่างหากได้

อยากให้ทุกคนได้ลองคำนวณค่าใช้จ่ายเงินเดือนของแต่ละคนดู เพื่อประเมินว่าการใช้จ่ายของตัวเองนั้น ใกล้เคียงกับการใช้จ่ายของเราคือ 50-20-30 หรือไม่ หากใกล้เคียงหรือได้ประมาณนี้แล้ว ก็ให้ทำต่อไป หรือลองปรับลดสัดส่วนเพื่อให้ส่วนของการเก็บออมเงินเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ส่วนใครที่ยังทำไม่ได้ ก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนการใช้เงินของตัวเองใหม่ เพื่อให้มีเงินเก็บออมมากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ