การซื้อประกันชีวิต มีหลากหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องว่าเราควรเลือกซื้อแบบไหนที่จะเหมาะสมที่สุด คนสมัยนี้มักจะใช้วิธีค้นหาข้อมูลในโลกออนไลน์ แล้วพบว่าบริษัทนั้นดี บริษัทนี้ดี แต่เมื่อค้นไปค้นมา ก็ดันมีคนบอกอีกว่ามันไม่ดี คุ้มครองไม่ทั่วถึงเหมือนที่บอกเอาไว้ในกรมธรรม์ สุดแล้วก็ยังสับสนไม่รู้ว่าแบบไหนกันแน่ที่ดีที่สุด ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตกันเสียใหม่ เพราะไม่มีประกันตัวไหน “ดีที่สุด” หรือ “แย่ที่สุด” แต่มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการซื้อ ว่าเราซื้อได้ถูกจุดประสงค์หรือไม่ มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ต้องการหลักๆ จริงหรือเปล่า ที่สำคัญ เราอ่านข้อมูลแตกฉานแล้วหรือยัง ไม่ใช่หลับหูหลับตาซื้อแบบไม่ต้องตรวจสุขภาพสักคำ…แต่เราได้ถามเจ้าหน้าที่สักคำหรือยังว่าถ้าป่วยขึ้นมาเขาจะจ่ายไหม ?

ทำไมคนทำประกันชีวิตชอบเจอแต่ปัญหา?

โดยส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทำประกันชีวิตมาจากการที่มือใหม่ ไม่เคยทำประกันมาก่อน และไม่ชอบศึกษาข้อมูลให้ดี ทำให้เกิดความไม่เข้าใจที่แท้จริงในการทำประกัน เพราะฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นสักนิดกันก่อน ยกตัวอย่างเช่น การคุ้มครองแบบประกันชีวิต จะได้รับเงินในช่วงบั้นปลาย หรือเสียชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ว่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แล้วสามารถเรียกประกันชีวิตมาเคลมให้ได้ เพราะการคุ้มครองในลักษณะนั้นคือประกันสุขภาพ ที่เราจ่ายเบี้ยเพื่อหวังผลการทำประกันสุขภาพ รักษาการเจ็บป่วยแทนเรานั่นเอง

เข้าใจเสียใหม่ เมื่อประกันชีวิตไม่ได้ดีหรือแย่สำหรับทุกคน

เหมือนที่บอกไปแล้วข้างต้นว่าประกันอะไรก็ตาม ไม่ได้ดีสำหรับทุกคนไปเสียหมด เช่นเดียวกันกับประกันชีวิตที่อาจมาพร้อมกับความพึงพอใจจนทำให้ใครหลายคนรู้สึกปลื้มปิติ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นความรู้สึกหงุดหงิดจนอยากหยุดจ่ายเบี้ยประกันให้มันรู้แล้วรู้รอดในเวลานั้น นั่นเพราะประกันไม่ได้ดีหรือแย่สำหรับทุกคน เพียงแค่เราต้องเข้าใจ “ผลประโยชน์” ที่บริษัทประกันมอบให้ก่อนว่าตรงตามความต้องการของตัวเองมากน้อยแค่ไหน เพราะแท้จริงแล้วบริษัทประกันชีวิตเป็นรูปแบบของธุรกิจประเภทหนึ่ง แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นผู้ช่วยกระจายความเสี่ยงก็ตาม แต่บริษัทเหล่านี้ก็เติบโตอยู่ได้ด้วยการหมุนเวียนเงินจากเหล่าคนที่เข้ามาทำประกันนั่นเอง

แม้การทำประกันชีวิตจะไม่ได้ทำให้เงินของเรางอกเงยจนนำมาใช้ได้ เมื่อเทียบกับการนำเงินไปฝากกินดอกเบี้ยในธนาคาร เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุน แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง เมื่อเราเกิดเจ็บป่วยร้ายแรงขึ้นมา ประกันชีวิตนี่เองที่จะเป็นตัวช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลแทนเรา ทำให้ไม่ไปกระทบกับเงินในธนาคารที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเอาไว้เป็นแสน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การทำประกันชีวิต ทำให้คุณเก็บเงินในบัญชีธนาคารได้น้อยลง แต่ช่วยให้คุณเก็บรักษาเงินออมของคุณในยามเจ็บป่วยได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ปัจจัยหลักสำคัญ 2 ข้อที่จะช่วยให้คุณเลือกประกันชีวิตง่ายขึ้น

การเลือกซื้อประกันชีวิต ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายข้อมากมาย แต่มีตัวอย่างข้อใหญ่ๆ สำคัญที่จะเป็นตัวช่วยสำหรับมือใหม่ที่ยังงงกับการเลือกซื้อชนิดประกันให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย คือ กำลังทรัพย์และช่วงอายุของตัวเอง

ในเรื่องของอายุ ยิ่งทำประกันชีวิตตอนอายุมาก เบี้ยประกันก็จะยิ่งแพงขึ้น ดังนั้นทางที่ดีควรเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย ในช่วง 20-40 ปี จะได้จ่ายเบี้ยไม่แพง คุ้มครองได้คุ้มค่ามากกว่า

แต่ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เพราะในช่วงอายุยังน้อย กำลังทรัพย์ก็น้อยตาม การจ่ายเบี้ยตามสภาพคล่องทางการเงินของตัวเอง ก็อาจจะต้องยอมเสียส่วนนอกเหนือที่ไม่อยู่ในกรมธรรม์ คงต้องลองประเมินดูว่าสิ่งที่ได้มามันคุ้มค่ามากกว่าสิ่งที่ไม่ได้รับหรือไม่ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องย้ำว่าประกันชีวิตไม่มีสัญญาไหนดีที่สุดหรือแย่ที่สุด เพราะฉะนั้นต้องคิดก่อนว่า เราใช้ชีวิตแบบไหน มีไลฟ์สไตล์แบบไหน แล้วลองเปรียบเทียบประกันก่อนซื้อ เพื่อให้การจ่ายเงินประกันของเรามีประโยชน์มากที่สุด

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ