ใคร ๆ ก็ฝันอยากจะมีชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในอนาคตเมื่อยามอายุล่วงเลยและไม่มีเรี่ยวแรงจะลุยงานหนักได้เหมือนเก่า ไม่ว่าใครก็ย่อมอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบสบาย ๆ มีเงินให้จับจ่ายใช้สอยแบบไม่เดือดร้อนหรือต้องพึ่งพาใคร ยิ่งปัจจุบันนี้ เทรนด์ของหนุ่มสาววัยทำงานรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มที่จะขอเกษียณตัวเองเร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เลือกเองได้ หลายคนกล่าวว่า ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงที่ยังมีแรง อยากทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้ทำในช่วงที่ต้องทำงาน ได้มีเวลาดูแลสุขภาพและใส่ใจเรื่องอาหารการกินอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องการมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

เก็บเงินทำตามฝัน

แต่ชีวิตจะเป็นไปตามความฝันได้ ต้องเริ่มต้นเก็บออมตั้งแต่วันนี้ จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ฟุ่มเฟือยไปวัน ๆ คงไม่ดีแน่ เพราะชีวิตไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ “ทุกชีวิตจึงต้องการการวางแผน” แต่จะวางแผนเก็บออมอย่างไรไม่ให้ฝันสลาย เรามีวิธีมาแนะนำ ดังนี้

  1. ต้องมีเป้าหมายทางการเงิน ต้องรู้ว่าเราจะเก็บออมเงินไปเพื่ออะไร เช่น เงินออมเพื่อซื้อสิ่งของจำเป็น เงินออมสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว เงินออมสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาล เงินออมสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น ตกงาน หรือรถเสีย เงินออมไว้ใช้ตอนเกษียณ เงินออมสำหรับประกันชีวิต เงินออมสำหรับการลงทุนเพื่อให้เงินก้อนนั้นมีดอกผลงอกเงย ฯลฯ
  2. มีแผนไม่พอ…ต้องมีแผนที่ชัดเจน นั่นหมายถึง ในทุกวัน คุณควรมีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด ทำให้เรารู้เท่าทันสถานการณ์การเงินในแต่ละเดือนว่า รายรับกับรายจ่ายเหมาะสมหรือเปล่า มีเงินเหลือหรือใช้เกินงบที่ตั้งไว้ ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า เราใช้เงินไปกับค่าอะไรบ้าง ซึ่งการทำบัญชีการเงิน จะทำให้เราเห็นช่องทางในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ก็จะมีเงินสำหรับออมได้มากขึ้น
  3. อยู่ให้ได้บน “ความพอเพียง” ต้องมีสติในการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ กว่าจะหาเงินมาได้นั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะฉะนั้น เวลาใช้จ่ายก็จำต้องวางแผนให้ดี โดยเฉพาะใคร ๆ ที่เสพติดการชอป อาจต้องมีคาถาสะกดใจเวลาเดินห้างว่า ‘ถึงเซลล์สุด ๆ หรือลดกระหน่ำแค่ไหน ไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ซื้อ’ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกนอกบ้าน ก็ชอปได้แค่ปลายนิ้วคลิก ซึ่งยิ่งต้องมีสติกันให้มาก ๆ หากเป็นคนเสพติดการชอป ลองใช้วิธีแบ่งเงินสำหรับชอปปิงให้น้อยลง จำกัดการซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือใช้วิธีซื้อของไปเท่าไร ให้เก็บเงินออมเพิ่มขึ้นอีกเท่านั้น หากใช้จ่ายเกินงบ อาจส่งผลถึงการเป็นหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นปัญหายุ่งยาก (ซึ่งเราจะมาพูดถึงกันในอนาตต) และจะทำให้การออมเงินสะดุดหรือติดขัดได้
  4. ได้ปุ๊ป…ออมปั๊บ อย่ารีรอหรือหาข้ออ้างว่า เดือนนี้ค่าใช้จ่ายเยอะ ขอเลื่อนไปเริ่มต้นออมเดือนหน้าแล้วกัน หากหาข้ออ้างแบบนี้ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นออมได้เมื่อไร เอาเป็นว่ามีน้อยก็ออมน้อย มีมากก็ออมมาก แต่อย่างไรก็ต้องแบ่งเงินไว้สำหรับการออม สูตรง่าย ๆ ของการออมเงินที่ใช้อยู่ คือ รายรับ-เงินออม = รายจ่าย สูตรนี้กำหนดให้คุณต้องออมเงินเป็นอันดับแรก เหลือเงินเท่าไรจึงค่อยนำไปใช้ สำหรับคนที่มีรายได้ประจำอาจหักเงินออมเท่ากับ 10-30% ของรายได้ ส่วนคนที่ประกับอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์นั้น แนะนำให้เก็บออมมากกว่านี้ เพราะจะไม่มีสวัสดิการใด ๆ มารองรับ อาจเก็บเป็นเงินออมครึ่งหนึ่งของรายรับก็จะปลอดภัยกว่า
  5. จัดสรรเงินออมให้งอกเงย นอกจากการนำเงินไปฝากแบงก์แล้วรับดอกเบี้ยต่อปีแล้ว (ซึ่งดอกเบี้ยปัจจุบันให้ผลตอบแทนน้อยเหลือเกิน) ยังมีวิธีที่จะให้เงินออมของเรางอกเงยขึ้นได้อีก เช่น ซื้อประกัน ซื้อกองทุน ซื้อหุ้น ซื้อทอง ซื้อที่ดิน ฯลฯ ซึ่งก่อนจะนำเงินออมไปลงทุน คุณจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เมื่อประเมินแล้วเราจะมั่นใจได้ว่า ตัวเองสามารถรับความเสี่ยงนั้นได้มากน้อยแค่ไหน
  6. วางแผนออมเงินในระยะยาว ใช่ว่าการเกษียณจะเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิต เพราะความจริงแล้ว จะเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างตามใจฝันมากกว่า แต่ก็ต้องวางแผนเอาไว้ให้ดีด้วย ซึ่งคุณสามารถจัดสรรเงินออมไว้สำหรับเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบัน มีประกันชีวิตสำหรับการใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างครอบคลุมรอบด้าน ทั้งให้ความมั่นคงทางการเงิน พร้อมกับความคุ้มครองด้านสุขภาพ เมื่อมั่นใจกับชีวิตในวัยสูงอายุ คุณจะใช้ชีวิตได้อย่างไม่เครียด จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัวและลูกหลาน มีความสุขกับชีวิตที่มีคุณภาพ เพราะคุณได้วางแผนกับเงินออมส่วนนี้มาแล้วเป็นอย่างดี

รู้อย่างนี้แล้ว เห็นทีต้องเริ่มวางแผนจัดการเตรียมเงินไว้สำหรับการออมตั้งแต่วินาทีนี้กันเลยดีกว่า…

ที่มา : Shopsmart Finance