ระหว่างการเดินทางของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งยากจะกะเกณฑ์ชะตา ทุกชีวิตย่อมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ดังมีคำคมกล่าวว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” บางครั้งอาจเจ็บไข้ไม่สบาย หนักบ้างเบาบ้าง บางครั้งอาจประสบอุบัติเหตุส่งผลให้ทุพพลภาพหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียชีวิต บางคนอายุสั้น แต่บางคนกลับอายุยืนยาว ปรากฏการณ์แห่งชีวิตเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการประกันชีวิตเลย หากไม่ได้สร้างปัญหาให้กับบุคคลอันเป็นที่รักของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัว

factor-to-do-insurance

แต่เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่จะต้องได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ จากความไม่แน่นอนของชีวิตที่เกิดขึ้นกับคุณ คือ บิดา มารดา สามี ภรรยา และบุตรธิดาผู้ใกล้ชิดนั่นเอง “การประกันชีวิต” จึงเป็นสินค้าทางการเงินที่คิดค้นเพื่อช่วยให้คุณสามารถจัดการความเสี่ยงหรือบรรเทาปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ลองตามมาดูกันหน่อยไหมว่ามีปัจจัยใดบ้างที่บ่งบอกว่าคุณควรคิดทำประกันชีวิตได้แล้ว

  1. รู้สึกกังวลหากเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ

คุณรู้สึกหวาดหวั่นว่าอายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ๆ หากวันใดวันหนึ่งเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย รายได้อาจหยุดลงชั่วคราวหรือถาวร เพราะความสามารถในการทำงานลดลงหรือถึงขั้นไม่สามารถกลับเข้าทำงานได้อีกต่อไป รวมทั้งอาจมีค่ารักษาพยาบาลซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนในครอบครัว โดยเฉพาะหากเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไตวาย หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ อาทิ ประสบอุบัติเหตุขั้นรุนแรง ส่งผลให้ทุพพลภาพหรือต้องพักฟื้นรักษาตัวเป็นระยะเวลานาน ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้  หากทำประกันชีวิตไว้ ไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันชดเชยรายได้ แล้วเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นจริง คุณจะรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจได้ว่าประกันจะคุ้มครองและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ภาระต่าง ๆ จะถูกโอนไปให้ประกันชีวิตรับผิดชอบแทน และไม่ทำให้ฐานะทางการเงินของคุณและครอบครัวต้องสั่นคลอน

  1. รู้สึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต

เมื่อคุณมองดูบิดามารดา สามีภรรยา หรือบุตรหลานอันเป็นที่รักแล้วเกิดความไม่แน่ใจว่าตนเองจะมีโอกาสอยู่ดูแลพวกเขาได้อีกนานสักแค่ไหน หากต้องจบชีวิตในเวลาอันใกล้หรืออายุสั้นเกินไป ครอบครัวเท่ากับต้องสูญเสียรายได้ในอนาคตไปตลอดกาลและอาจทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลังด้วย เช่น หนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ตลอดจนค่าเลี้ยงดูบิดามารดาที่ต้องอุปการะทดแทนพระคุณ หากมีประกันชีวิตก็เท่ากับช่วยประกันรายได้ในอนาคตให้ยังคงเดิม เผื่อไว้เป็นทุนสำรองสำหรับผู้ที่อยู่ข้างหลังจะได้ไม่ต้องลำบากเดือดร้อนจนเกินไปนักในวันที่ไม่มีคุณ

  1. รู้สึกถึงความไม่มั่นคงทางการเงิน

หากคุณเป็นผู้ที่รักษาสุขภาพดีและมีแนวโน้มว่าจะอายุยืนยาว สิ่งที่ย่อมกังวลคือประเด็นเรื่องเงินทองที่ต้องใช้จ่ายดำรงชีวิตหลังเกษียณ หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งว่าเมื่อเข้าสู่วัยชราจะไม่มีรายได้เลี้ยงชีพอีกต่อไป วันนั้นคุณอาจกลายเป็นคนแก่ที่ตกเป็นภาระเลี้ยงดูของลูกหลาน หรือหากไม่มีลูกหลานก็อาจทำให้ยิ่งคิดหนัก สำหรับกรณีนี้การประกันชีวิต เช่น กรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์จะเป็นวิธีการบังคับโดยอ้อมที่ช่วยให้คุณสามารถเก็บออมเงินทองได้อย่างเป็นระบบทุกเดือนทุกปีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนเกิดความมั่งคั่ง มั่นคงทางการเงินในอนาคต คุณจะคลายความวิตกลงไปได้มาก รวมทั้งสามารถเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่วัยชราอย่างมีคุณภาพและใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเปี่ยมสุข

เราทุกคนล้วนรักตัวเอง มีคนใกล้ชิดที่รักและห่วงใย ตลอดจนต้องการหลักประหลักอันมั่นคงในชีวิต ท้ายนี้จึงอยากให้คุณลองสละเวลาคิดทบทวนดูสักนิดว่ามีเรื่องราวใดบ้างที่กำลังวิตกกังวล หากเห็นประโยชน์ของการประกันชีวิตก็พึงรีบจัดการวางแผนทำประกันเสียแต่เนิ่น ๆ ด้วยการปรึกษาผู้รู้ ไม่ควรประมาทหรือรอให้เหตุร้ายเกิดขึ้นก่อนจึงจะตระหนัก เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจสายเกินแก้ ทั้งนี้ การประกันจะช่วยกระจายความเสี่ยงในชีวิตและโอบอุ้มให้คุณเตรียมการรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างอบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกซื้อประกันชีวิตควรพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับตนเองและคุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายมากที่สุด

ที่มา : Shopsmart Finance