เมื่อถึงวัยที่เราพร้อมจะมีครอบครัว สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดคุยและเตรียมให้เรียบร้อยอย่างแน่นอนก็คือ เราจะไปอยู่ที่ไหน บ้านจะมีลักษณะอย่างไร เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่ราคาไม่ใช่ถูก ๆ อีกทั้งบ้านยังเป็นหนี้สินระยะยาวนาน สูงสุดก็คือ 30 ปี หากตัดสินใจพลาด จะกลับมาแก้ไขก็ทำได้ยากเช่นกัน

หลาย ๆ ครั้งเรื่อง “เรือนหอ” มักเป็นประเด็นที่ทำให้มีปากเสียงกันบ่อย ๆ ดังนั้น เราควรตกลงกันให้ดีเสียก่อน คำถามต่อมาก็คือ แล้วถ้าเราจะเริ่มชีวิตคู่จริง ๆ เราจะเตรียมตัวเรื่องเรือนหอกันได้อย่างไรบ้าง ?

อย่างแรก ที่เราต้องคุยกัน คือ “ไลฟ์สไตล์” ของทั้งคู่เป็นแบบไหน จะอยู่อาศัยในบ้านหรือคอนโด เดินทางอย่างไรจึงจะสะดวกและไม่ต้องฝ่ารถติดไปทำงาน หรือว่าจะอยู่ในหมู่บ้าน ได้ความสงบมากกว่า เพื่อที่ว่าบ้านจะได้มีบริเวณแต่อาจต้องแลกด้วยการเดินทางที่ไกลจากที่ทำงานมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ควรตกลงกันให้ดีก่อนเสมอ

อย่างที่สอง “งบประมาณ” ของบ้านที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของทั้งคู่ งบประมาณที่สูงก็หมายถึง บ้านที่ใหญ่ขึ้น หรูขึ้น ดูดีขึ้น และจะมีโอกาสใกล้ตัวเมืองมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น งบประมาณจึงมีผลกับเรื่องลักษณะของบ้าน รวมถึงสถานที่ตั้งต่าง ๆ ด้วย

เนื่องจากบ้านเป็นสินทรัพย์ที่ราคาสูง ดังนั้น การใช้เงินกู้จากธนาคารจึงดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปหากเรากู้เงินธนาคาร 1,000,000 บาท เราจะต้องผ่อนชำระธนาคารคืนเดือนละ 8,000 บาทไปตลอด 30 ปี

นั่นหมายความว่า งบประมาณที่เหมาะสม คือ เงินที่ผ่อนชำระคืนธนาคารไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือนของทั้งคู่รวมกัน ถ้าสมมติว่ารายได้ของทั้งคู่รวมกันอยู่ที่ 100,000 บาทต่อเดือน แปลว่าเงินที่เราผ่อนชำระกับทางธนาคารก็ไม่ควรเกิน 20,000 บาทต่อเดือน หรือวงเงินที่เรากู้ก็ไม่ควรกู้ธนาคารเกิน 2,500,000 บาทนั่นเอง

เพราะถ้าเราผ่อนชำระมากกว่า 20% โอกาสที่จะทำให้ในอนาคตมีปัญหาเรื่องเงินก็ค่อนข้างสูง เนื่องจากการสร้างครอบครัวนั้นมิได้มีเพียงแค่รายจ่ายเรื่องบ้านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไหนจะเป็นเรื่องผ่อนรถยนต์ ตกแต่งบ้าน และหากเราตัดสินใจจะมีลูก แน่นอนว่ารายจ่ายก็รอเราอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน

ถ้าเราต้องการบ้านที่ราคาสูงหน่อย ก็อาจจะต้องวางดาวน์เพิ่มขึ้นเพื่อให้เรามีภาระในอนาคตที่ต่ำลง ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารอยู่ที่ประมาณ 6-8% ต่อปี ถ้าไม่นับช่วงโปรโมชั่น หากเราต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 6-8% แบบไม่เสี่ยงในตลาด ซึ่งบอกได้เลยว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในปัจจุบัน การนำเงินมาวางดาวน์เพิ่มขึ้น แทนที่จะเก็บไว้ในธนาคารเฉย ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรเช่นกัน

อีกประเด็นที่ควรพิจารณา คือ จำเป็นต้อง “กู้ร่วม” หรือไม่ ? ถ้าเราสามารถกู้คนเดียวได้ แนะนำว่าให้กู้คนเดียวน่าจะดีกว่า เพราะเผื่อไว้ในอนาคตอาจจะมีเรื่องต้องกู้เพิ่มก็สามารถใช้ชื่ออีกคนนึงกู้แทนได้ เพราะถ้าติดภาระจำนองทั้งคู่ โอกาสที่จะกู้ครั้งต่อไปหรือแม้กระทั่งการขอวงเงินบัตรเครดิตก็จะทำได้ค่อนข้างยากลำบากพอสมควร

และสำคัญที่สุดก็คือ “ทุนประกัน” เมื่อเราตัดสินใจจะสร้างชีวิตด้วยกัน เราไม่ควรปล่อยให้การตัดสินใจร่วมกันกลายเป็นภาระของคนคนเดียว ในวันที่ใครคนนึงต้องจากไป การทำทุนประกันคุ้มครองหนี้สินส่วนที่เรากู้กับธนาคารไว้ ในกรณีที่เราเป็นอะไรไป คู่ชีวิตสามารถเอาเงินก้อนนั้นไปชำระคืนให้แก่ธนาคารได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระในวันที่เราไม่อยู่ได้

การจะใช้ชีวิตร่วมกัน การเปิดอกเปิดใจคุยกันทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องเงินถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมากกว่าครึ่งที่คู่ชีวิตต้องเลิกลากันไปก็เพราะเรื่องของเงินนั่นแหละ ยิ่งคุยกันได้มากเท่าไรก็จะยิ่งช่วยป้องกันปัญหาในอนาคตมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้นในกรณีที่มีปัญหากันอีกด้วย