ช่วงปลายปีจนถึงต้นปีแบบนี้ หลายคนก็ได้รับโบนัสประจำปีกันมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะได้เป็นเงินก้อนโตที่ได้จากผลตอบแทนจากการทำงานเหนื่อยมาทั้งปี และเงินก้อนนี้เองที่จะเป็นปัญหาให้เราอีกว่า จะเอาไปทำอะไรดี ถ้าเรามีหนี้อยู่ แต่ในเวลาเดียวกันก็อยากที่จะลงทุนอะไรสักอย่างเพื่อเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีด้วย (ในกรณีที่เงินอาจจะไม่มากพอที่จะเลือกทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน) โดยการตัดสินใจที่จะเลือกใช้หนี้ให้หมด กับการลงทุนเพื่อเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีนี้ ตอบได้เลยว่า ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก่อนก็ไม่มีผิดหรือถูก แต่อยู่ที่ว่าสถานการณ์ของเราตอนนั้นจำเป็นหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน ดังนั้น เรามาดูกันว่า ข้อดี-ข้อเสีย ของการเอาเงินไปใช้หนี้ให้หมด และเอาไปลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งการลดหย่อนภาษี แบบไหนเหมาะกับเราที่สุด

เมื่อมีเงิน…ควรเอาไป “ใช้หนี้” ให้หมด ดีหรือไม่?

แน่นอนว่าหลายคนต้องไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่ถ้าหนี้มันเกิดแล้วเราก็ควรจะต้องรีบใช้หนี้ให้หมดในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่เกิดจากการเป็นหนี้มีอัตราค่อนข้างสูง ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นเรามาดูตัวอย่างกันเลย

สมมุติ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้รับโบนัสมาจำนวนทั้งสิ้น 100,000 บาท แต่ในขณะนั้นเราเองก็มีหนี้บัตรเครดิตรวมทั้งสิ้น 98,000 บาท (ยอดที่ใช้จริง+ดอกเบี้ย) ซึ่งธนาคารจะสรุปยอดค่าใช้จ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน โดยกำหนดชำระเงินทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป อัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมเท่ากับ 18% ต่อปี เพราะฉะนั้น ทางเลือกมี 2 ทางคือ

  1. ถ้าเราเอาเงินโบนัสที่ได้มาไปชำระหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดเพื่อปิดยอดในวันที่ 30 ธันวาคม (วันที่ได้รับโบนัสมา) เราก็จะต้องชำระไปทั้งสิ้น 98,000
    เงินคงเหลือจากการชำระหนี้บัตรเครดิตครั้งนี้เท่ากับ 100,000 – 98,000 = 2,000 บาท
  2. ถ้าไม่ปิดยอดหนี้บัตรเครดิต แล้วชำระเพียงยอดขั้นต่ำ 10% ของยอดค้างชำระทั้งหมด แต่รอชำระตามกำหนดในวันที่ 10 มกราคม โดยเริ่มมียอดหนี้ทั้งหมด 98,000 บาท ในวันที่ 5 ธันวาคม สรุปยอดรายการวันที่ 25 ธันวาคม และจะนำเงินไปชำระ 9,800 บาท (ยอดขั้นต่ำ 10%) ในวันที่ครบกำหนด (10 มกราคม)
    • ยอดหนี้ค้างทั้งหมด 98,000 บาท
    • ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมนับตั้งแต่วันตัดยอดจนถึงวันก่อนชำระ = (98,000 x 18% x 36) / 365 = 1,739.84 บาท
    • ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากยอดที่ยังไม่ได้ชำระ นับตั้งแต่วันที่ชำระบางส่วนจนถึงวันสรุปยอดรายการในเดือนถัดไป หักจากยอดที่ชำระ 10% จะเท่ากับ 98,000 – 9,800 = 88,200 บาท
      (88,200 x 18% x 16) / 365 = 695.93 บาท
    • เพราะฉะนั้น เมื่อมีการชำระยอดขั้นต่ำไปแล้ว 9,800 บาท ยอดหนี้ที่ยังคงค้างชำระอยู่เมื่อรวมกับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแล้วก็จะเท่ากับ 88,200 + 1,739.84 + 695.93 = 90,635.77 บาท

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ถ้าเราไม่ปิดยอดชำระทั้งหมดแล้วเลือกที่จะชำระขั้นต่ำตลอดไป ยอดหนี้ที่ค้างชำระอยู่ก็จะต้องมีการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อมีเงิน…ควรเอาไป “ใช้ลดหย่อนภาษี” ดีหรือไม่?

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่มีรายได้ต้องมีหน้าที่เสียภาษี แต่ภาษีที่เกิดขึ้นจากรายได้นี้เราสามารถลดหย่อนได้เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งรายการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็มีกันอยู่หลายรายการ โดยหนึ่งในรายการที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ก็คือการลงทุนหรือการซื้อประกัน แต่ในครั้งนี้จะขอยกตัวอย่างการลงทุนในกองทุน LTF เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ว่า ถ้าได้เงินมาหนึ่งก้อนจากโบนัสประจำปี เราจะเอามาใช้หนี้ หรือใช้ลดหย่อนภาษี ดี? เริ่มจากการทำความเข้าใจกับกองทุน LTF ก่อนว่า คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาวและลดหย่อนภาษี แต่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมากนัก หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนตลอดเวลา

ถ้าเราได้รับโบนัสประจำปีมาก้อนหนึ่งจำนวน 100,000 บาท เราจะสามารถนำมาซื้อกองทุน LTF ได้เท่าไหร่? แล้วจะลดหย่อนภาษีได้มากน้อยเพียงไหน? จะคุ้มกว่าการเอาเงินไปใช้หนี้หรือไม่?

ตัวอย่าง ถ้านำเงินโบนัสจำนวน 100,000 บาท มาซื้อกองทุน LTF ซึ่งปกติแล้ว กองทุน LTF จะสามารถซื้อได้ไม่จำกัดจำนวนเงิน แต่กฎหมายกำหนดให้เราสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี เช่น เรามีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีรวมทั้งปี 650,000 บาท จะสามารถนำมาลงทุนในกองทุนรวม LTF ได้สูงสุดไม่เกิน 650,000 x 15% = 97,500 บาท ถ้าซื้อเกินสิทธิ์ เงินส่วนที่เกินจะนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีไม่ได้ และยังต้องถือทิ้งไว้จนครบกำหนดระยะเวลา (ปัจจุบันต้องถืออย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน โดยเริ่มตั้งแต่ปีภาษี 2559 เป็นต้นไป) ซึ่งการซื้อกองทุน LTF ในปีไหนก็จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้นเพียงครั้งเดียว ถ้าในปีต่อไปต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอีกก็ต้องซื้อหรือลงทุนอีก เป็นปีต่อปี

ในกรณีนี้ถ้าดูจากสิทธิ์การซื้อกองทุน โดยคิดจากรายได้สุทธิต่อปีที่ได้ทั้งสิ้น 650,000 บาท ซึ่งตามสิทธิ์ที่เราจะสามารถซื้อกองทุน LTF นี้ได้ก็คือ 97,500 บาท และถ้าดูจากเงินโบนัสที่ได้มา 100,000 บาท เราสามารถซื้อได้ตามสิทธิ์

  • เงินคงเหลือจากการซื้อกองทุน LTF (100,000 – 97,500) = 2,500 บาท
  • ฐานภาษีในกรณีนี้จากเงินได้สุทธิ 650,000 บาท ก็คือ 15% เพราะฉะนั้น เราจะนำเงินส่วนนี้มาหักรายได้พึงประเมิน ด้วยการซื้อกองทุน LTF จำนวน 97,500 บาท เมื่อคำนวณแล้วจะประหยัดภาษีได้ทั้งหมด 97,500 x 15% = 14,625 บาท

ดังนั้น จากทั้งสองตัวอย่างที่เอามาให้ดูนี้ ถ้าจะต้องตัดสินใจนำเงินโบนัสก้อนนี้ไปทำอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเอาไปใช้ปิดหนี้ หรือแม้แต่การเอาไปใช้ลงทุนเพื่อเป็นการลดหย่อนภาษีประจำปีนั้น ก็จะต้องขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่า จำนวนเงินที่เราได้มา เงินได้สุทธิที่เรามีอยู่ หรือแม้แต่จำนวนฐานภาษีที่ต้องเสียไปนั้น เมื่อนำมาเทียบกับการปิดหนี้เพื่อตัดปัญหาดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นจากหนี้แล้ว แบบไหนจะคุ้มและเหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ตาม ที่สำคัญเราควรที่จะคำนวณตัวเลขจากทั้งสองกรณีนี้ให้ดีและรอบคอบที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเรามากที่สุดเช่นกัน

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ