ตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีนั้นมีมากมาย ขึ้นอยู่กับความสนใจและความเหมาะสมในแต่ละบุคคล แต่ตัวช่วยที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในช่วงระยะหลังมานี้คงหนีไม่พ้น LTF และ RMF วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับฮีโร่ 2 คนนี้ให้มากขึ้นกัน

LTF (Long Term Equity Fund) หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว

ปัจจุบัน มีกองทุน LTF ให้พวกเราเลือกลงทุนมากมาย มีทั้งแบบที่จ่ายเงินปันผลและแบบที่ไม่จ่ายเงินปันผล นโยบายการลงทุนของกองทุน LTF จะเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นด้วยสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 65% ส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนในตราสารอื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หรือทองคำ เป็นต้น

ผลประโยชน์ด้านภาษี

เงินที่เรานำไปลงทุนในกองทุน LTF สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้น ๆ เป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ เมื่อครบ 5 ปีปฏิทินแล้ว กำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain) ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย เรียกว่าได้ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยทีเดียว วิธีการคำนวณคร่าว ๆ ว่าเราจะประหยัดภาษีได้กี่บาทจากการลงทุนใน LTF ก็คือเอาฐานภาษีของเรามาคูณกับเงินลงทุนในกองทุน LTF ที่เราจะลงทุนในแต่ละปี สมมุติว่าเรามีแผนจะลงทุนใน LTF 100,000 บาท โดยที่ฐานภาษีของเราอยู่ที่ 10% แปลว่าเราจะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 10,000 บาทเลยทีเดียว จากการคำนวณข้างต้นจะเห็นว่ายิ่งมีฐานภาษีสูงเท่าใด เราก็จะสามารถประหยัดภาษีได้มากขึ้นเท่านั้น เราอาจจะมองเงินในส่วนนี้เปรียบเสมือนส่วนลดหรือกำไรจากการลงทุนก็ได้ อย่างไรก็ดี การที่เราจะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษีนั้น เราต้องทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนเงินลงทุนหรือระยะเวลาที่ต้องถือหน่วยลงทุนเอาไว้ มิเช่นนั้นแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์แล้วยังจะต้องเสียเงินค่าปรับเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย

RMF (Retirement Mutual Fund หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ”

กองทุน RMF ก็มีให้เลือกลงทุนมากมายหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป เราควรศึกษานโยบายการลงทุนของกองทุนให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของหลักทรัพย์ที่ลงทุน หรือระดับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ แต่จะต่างกับกองทุน LTF อยู่อย่างหนึ่งก็คือ กองทุน RMF จะไม่มีเงินปันผลให้ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นช่องทางในการออมเงินสำหรับเก็บเอาไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณนั่นเอง

ผลประโยชน์ด้านภาษี

เงินที่เรานำไปลงทุนในกองทุน RMF จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้น ๆ เป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประกันชีวิตชนิดบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนยังต้องไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินหรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปีแล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า และแน่นอนว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการลงทุนตามเงื่อนไขแล้ว กำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain) ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี การที่เราจะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษีนั้น เราต้องทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดด้วยซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน
  • ต้องถือหน่วยลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปีและอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้นจึงจะขายหน่วยลงทุนได้

หากผิดเงื่อนไขข้างต้น นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์แล้วยังจะต้องเสียเงินค่าปรับเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักเสมอก่อนที่จะลงทุนใน LTF หรือ RMF คือ เรากำลังจะลงทุนในกองทุนรวม เพราะฉะนั้น นโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยง รวมถึงผลตอบแทนเป็นสิ่งที่เราควรจะศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยมาคิดเรื่องผลประโยชน์ทางภาษีเป็นลำดับถัดไป

ที่มา : Shopsmart Finance

ผลิตภัณฑ์ที่คุณอาจสนใจ

ประกันตลอดชีพ | iProtectS

คุ้มค่า ซื้อครั้งเดียว จ่าย 10 ปี คุ้มครองทั้งชีวิต ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันออมทรัพย์ | iGen

ปีนี้ ลดภาษีด้วยประกันชีวิต และยังได้ออมด้วย กับ iGen ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ

ประกันคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | iFine

นอกจากคุ้มครองชีวิตแล้วยังคุ้มครองอุบัติเหตุ เพราะเรื่องไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ดาวน์โหลดโบรชัวร์ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญ